สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ได้ติดตามรับฟังปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่กองบังคับการตำรวจจราจร โดยสั่งเร่งรัดให้จัดการแล้วเสร็จภายใน 3 เดือนนั้น
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พล.ต.ท.ชาญเทพ เสะสะเวช ผบช.น. กล่าวว่า ปัญหารถติดมาจากปริมาณรถที่มีมากแต่มีถนนน้อย ประกอบกับมีการก่อสร้างเกิดขึ้นเยอะ จึงได้ระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไม่ให้รถกระจุกตัวอยู่ตลอด พร้อมทั้งยังได้หารือกับผู้ประกอบการ ในเรื่องการตัดถนนโดยปาดทางฟุตบาท ส่วนเรื่องการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนการใช้คนกดสัญญาณนั้น ยอมรับว่ายังคงต้องใช้เจ้าหน้าที่ไปอีกนาน อย่างไรก็ตาม ตนขอความเห็นใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งที่ผ่านมาก็ทำงานอย่างหนักเพื่อพี่น้องประชาชนตลอด อย่างช่วงเทศกาลที่แทบจะไม่ได้พักผ่อน
พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวถึงการเร่งรัดแก้ปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ว่า ตามที่ พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ สุริวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) ได้สั่งการไว้ทั้งหมด 22 หัวข้อให้ดูแลเรื่องการทำจุดกลับรถ การขับรถจักรยานยนต์ย้อนศร หรือขับขี่บนทางเท้า รวมถึงการสวมหมวกกันน็อก ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวว่า ไม่ใช่เพียงการจับผู้ทำผิดอย่างเดียวที่จะทำให้การแก้ปัญหาจราจรมีประสิทธิภาพ แต่ยังมีเรื่องการทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย เพราะที่ผ่านมาไม่มีการกำหนดให้ปริมาณรถน้อยลงรวมถึงยังไม่มีถนนเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวอีกว่า หลังมอบนโยบายแล้วมีการปรับตัวดีขึ้น เช่นกรณีที่ฝนตกเมื่อประชาชนเลิกงานแล้วก็ไม่ออกมาทันที แต่รอเวลาให้ฝนหยุดก่อน
“เราพูดกันมากี่สิบปีแล้วเรื่องปัญหารถติด ไม่ใช่จะมาแก้ปัญหาได้ในรัฐบาลนี้ เมื่อรถติดมีอะไรก็โทษตำรวจ เราก็พยายามเมื่อมีเหตุการณ์ให้ตำรวจออกไปประกบช่วยเร่งระบายรถ จะประสบความสำเร็จได้ประชาชนก็ต้องให้ความร่วมมือด้วย” พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการตัดเกาะกลางถนนที่ถนนรัชดาภิเษกหน้าศาลอาญาเพื่อทำเป็นทางกลับรถตามแนวทางแก้ปัญหาการจราจรดังกล่าว หลังจากที่มีการรื้อย้ายต้นไม้จำนวน 3 ต้นพร้อมปรับเกลี่ยหน้าดินตั้งแต่เมื่อเที่ยงวันที่ 19 สิงหาคม โดยสำนักงานเขตจตุจักร สำนักงานสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องระยะเวลาสำหรับการเคลียร์พื้นที่เพื่อตัดคันหินทางเท้าและผิวจราจร มีรายงานว่าจะใช้เวลาไม่เกินสัปดาห์ ทั้งนี้อยู่ที่การรื้อย้ายสายไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ รวมถึงการติดตั้งสัญญาณไฟจราจร
ขณะที่พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชันจินดา ผบ.ตร.ได้ลงนามในคำสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ศูนย์ควบคุมสั่งการจราจร และตำรวจนครบาล เดินหน้าค้นหาเส้นทางลัดที่อาจใช้เลี่ยงจากถนนหลักในช่วงเวลาเร่งด่วน และเส้นทางน้ำในคลองต่างๆ เพิ่มเติม รวมถึงให้ตรวจสอบรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือซากรถ ที่จอดทิ้งไว้ในที่สาธารณะ เช่นบริเวณใต้ทางด่วน ให้ขนย้ายออกไปจากพื้นที่เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบ ที่สำคัญยังให้กวดขันวินัยการจราจรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขับขี่จักรยานยนต์ย้อนศร หรือขับขี่บนทางฟุตบาท รวมถึงการฝ่าฝืนสัญญาณไฟ
นอกจากนี้ ยังมีการออกราชกิจจานุเบกษา เรื่อง “ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วยการห้ามรถบรรทุกมากกว่า 6 ล้อขึ้นไปเดินและห้ามจอดรถในทางบางสาย” โดยระบุว่า ห้ามไม่ให้จอดรถทุกชนิดทั้งสองฝั่งถนนตลอดเวลา
รวมถึง สั่งห้ามไม่ให้รถบรรทุกดังกล่าวเดินรถตั้งแต่เวลา 05.00น. – 10.00น. และ เวลา 15.00น. – 21.00น. ในเส้นทางดังนี้
1. ถนนลาดพร้าว ตั้งแต่ ห้าแยกลาดพร้าวถึงสี่แยกบางกะปิ
2. ถนนเสรีไทย ตั้งแต่ สี่แยกบางกะปิถึงแยกนิด้า
3. ถนนรามคำแหง ตั้งแต่ แยกรามคำแหงถึงแยกบ้านม้า
4. ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่ ห้าแยกปากเกร็ดถึงวงเวียนบางเขน
5. ถนนรามอินทรา ตั้งแต่ วงเวียนบางเขนถึงแยกมีนบุรี
6. ถนนสีหบุรานุกิจ ตั้งแต่ แยกมีนบุรีถึงคลองสามวา
7. ถนนศรีนครินทร์ ตั้งแต่ สามแยกบางกะปิถึงแยกศรีเทพา
8. ถนนเทพารักษ์ ตั้งแต่ แยกศรีเทพาถึงแยกเทพารักษ์
ทั้งนี้ ข้อบังคับฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม




