‘ดีเอสไอ’ เผยเพชรบูรณ์มีนายทุนดอกเบี้ยโหด 3 เจ้าใหญ่ ผงะ! 6 ปีเงินฝาก 1 พันล้าน ที่ดินเกือบ 2 พันไร่ ส่งสรรพากรฟันคดีภาษี

เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ได้ไปประชุมร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เพื่อประสานความร่วมมือในการดำเนินมาตรการทางภาษีกับนายทุนเงินกู้นอกระบบ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 ในการผลักดันให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาดำเนินธุรกิจสินเชื่อในระบบให้ถูกต้อง

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า จากกรณีที่มีประชาชนจังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ร้องขอให้ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ของดีเอสไอ ดำเนินการตรวจสอบการกระทำของเจ้าหนี้นอกระบบในจังหวัดชัยภูมิ และเจ้าหนี้นอกระบบในจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมครอบครัว โดยกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ปล่อยเงินกู้นอกระบบให้ประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดใกล้เคียง และจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และให้ลูกหนี้ลงชื่อในเอกสารเพื่อใช้โฉนดที่ดินและทรัพย์สินต่างๆ เป็นหลักประกันเงินกู้ และเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้จะมีการบังคับตามสัญญาประกันจนชาวบ้านที่กู้เงินนอกระบบดังกล่าว ได้รับความเดือดร้อน ถูกบังคับคดียึดบ้านและที่ดินเป็นจำนวนมาก

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวต่อว่า ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ดีเอสไอ ได้สืบสวนสอบสวนตรวจสอบ พบว่าบุคคลดังกล่าวมีบัญชีเงินฝากจำนวนหลายสิบบัญชี และได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มาเป็นจำนวนมากโดยหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงได้ประสานข้อมูลให้กรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยดีเอสไอได้ให้สรรพากรดำเนินการประเมินภาษีแก่เจ้าหนี้นอกระบบจังหวัดชัยภูมิ สำหรับปีภาษี ‭2550-2555‬ เป็นเงินรวมประมาณ 230 ล้านบาท ซึ่งกรมสรรพากรตรวจสอบแล้ว ได้ส่งเรื่องให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กองคดีภาษีอากร ดีเอสไอ ได้เรียกเจ้าหนี้นอกระบบจังหวัดชัยภูมิกับพวก มารับทราบข้อหาในความผิดฐานหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากรซึ่งกลุ่มเจ้าหนี้จังหวัดชัยภูมิ มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนการสอบสวนส่งให้พนักงานอัยการพิจารณา

พ.ต.อ.ไพสิฐยังกล่าวอีกว่า จากการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ พบว่าในช่วงปี ‭2556-2560‬ เจ้าหนี้รายนี้มีเงินนำฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารจำนวน 152 ล้านบาทเศษ แต่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้จำนวน 5 ล้านบาทเศษ ส่วนสามีมีเงินนำฝากจำนวน 114 ล้านบาทเศษ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการยื่นแบบแสดงรายการเงินได้แต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวมีเหตุที่น่าสงสัยว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือไม่ ดีเอสไอ จึงขอส่งเอกสารเพื่อขอให้กรมสรรพากรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

รายงานข่าวระบุว่า สำหรับเจ้าหนี้นอกระบบในจังหวัดเพชรบูรณ์ มีจำนวน 3 ราย จากการตรวจสอบ ระหว่างปี ‭2553-2559‬ พบว่าเจ้าหนี้รายที่ 1 มีการนำเงินมาฝากในบัญชีจำนวน 1,000 ล้านบาทเศษ แต่ยื่นแบบเงินได้ จำนวน 160 ล้านบาทเศษ ส่วนเจ้าหนี้รายที่ 2 และภรรยา จากการตรวจสอบรายการเดินบัญชีระหว่างปี ‭2553-2559‬ พบว่ามีการนำเงินมาฝากในบัญชีดังกล่าว เป็นเงินจำนวน 260 ล้านบาท เจ้าหนี้รายที่ 2 นี้ ยื่นแบบเงินได้ฯ ตามมาตรา 40(5) มาตรา 40(8) เป็นเงินจำนวน 12 ล้านบาทเศษ โดยไม่ได้ยื่นแบบแสดงเงินได้ฯ ตามมาตรา 40(4) แต่อย่างใด

จากการตรวจสอบ สำเนาโฉนดที่ดิน, น.ส.3, สำเนาหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้อง พบว่าในระหว่างปี ‭2550-2559‬ เจ้าหนี้รายที่ 2 และภรรยา พร้อมบุตรอีก 3 คน ได้กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในที่ดินมาเป็นของตนเองเป็นจำนวนกว่า 1,823 ไร่ ทั้งที่ภรรยาได้แจ้งในแบบ ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.94 ของสามีว่าตนเองเป็นบุคคลผู้ไม่มีเงินได้พึงประเมิน ส่วนบุตรทั้ง 3 คน ก็ไม่ปรากฏหลักฐานการยื่นแบบแสดงเงินได้ฯ แต่อย่างใด เช่นกัน

รายงานยังระบุด้วยว่า ตามข้อมูลหลักฐานและพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น มีเหตุที่น่าสงสัยว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือไม่ กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้มีการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีอื่นๆ กับกลุ่มเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบดังกล่าว จึงขอส่งข้อมูลและหลักฐานมายังอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนประเด็นความผิดอื่นๆ ดีเอสไอ จะได้ดำเนินการต่อไป เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดจะกระทำผิดในลักษณะเดียวกันอีก

บทความก่อนหน้านี้รักบี้7คนวุ่น! ‘ฮ่องกง’เล่นแง่ให้ ‘ไทย’ปะทะ’จีน’รอบตัดเชือก
บทความถัดไปยางเมืองคอนเมิน ประชุมเครือข่ายยางใต้ ชี้ปัญหาไม่ใช่ราคา แค่รัฐไม่จริงใจแก้เงื่อน