หน.พรรคประชาธิปไตยใหม่ ฟ้องศาลทุจริต 7กกต.ละเว้น-เลี่ยงตรวจสอบ ‘บิ๊กตู่’ ลุ้นคำสั่งศาลไต่สวนมูลฟ้อง 2เม.ย.!!

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 มีนาคม ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 และเป็นบุคคลที่พรรคเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาพร้อม  นายเกริกฤทธิ์ แจ้งพรมมา  ผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 จ.ขอนแก่น ยื่นฟ้อง  นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กกต. รวม 7 คน เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานกระทำการหรือละเว้นกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยไม่สุจริต หรือมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งคณะกรรมการ

นายสุรทิน กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมาเพื่อยื่นฟ้อง กกต.รวม 7 คน โดยขอให้ กกต. รีบชี้ชัดคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ เพราะใกล้วันเลือกตั้งแล้ว หากชี้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะหมดคุณสมบัติ ซึ่งมีพรรคการเมืองหนึ่งนำรูปพล.อ.ประยุทธ์ ไปหาเสียง

“ซึ่งประเด็นฟ้อง คือ 1.ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 11 ก.พ.62 เรื่องการแจ้งรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. โดยไม่ชอบ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ซึ่งถือเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 และมาตรา 98 (15) โดยไม่สุจริต ทั้งที่มีข้อโต้แย้ง ทักท้วง ถึงความไม่ถูกต้อง ถึง กกต. ทั้ง 7 โดยตรงและโดยอ้อมจากสื่อสาธารณะโดยทั่วไปว่าประกาศ กกต.ไม่ถูกต้อง
2.เมื่อมีบุคคลหลายคนขอให้ กกต.ทั้ง 7 วินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้อกำหนด ระเบียบ หรือประกาศ ของ กกต.ที่ประกาศรายชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลที่พรรคพลังประชารัฐจะมีมติ เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 22 (3) ว่าประกาศ กกต. ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ขอให้กกต.วินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้งหลายครั้งหลายคราวต่อเนื่องติดต่อกันอย่างยาวนาน แต่ กกต.ทั้ง 7 กลับไม่วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งตามที่กฎหมายข้างต้นกำหนดให้ดำเนินการจนถึงวันฟ้อง รวมเวลากว่า 1 เดือนเศษ กกต.ทั้ง 7 ไม่ดำเนินการใดๆในเรื่องนี้ทั้งสิ้น”นายสุรทินกล่าว

นายสุรทินกล่าวด้วยว่า ตนทั้งสอง ขอยืนยันว่าการฟ้องคดีครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและต่อพรรคการเมืองทั้งหมด โดยเห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” จริง และเป็นบุคคลที่ต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 160 และมาตรา 98 (5) ซึ่งมีข้อกฎหมาย แนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 แนวคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.211/2560 รวมทั้งการใช้อำนาจออกคำสั่งบริหารราชการแผ่นดิน และใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี หลายร้อยคำสั่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ กกต.ทั้ง 7 ในฐานะผู้มีความรู้ความสามารถ จะไม่ทราบว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ


“ขณะที่การมายื่นฟ้องนี้ ก็มาส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปไตยใหม่ และที่มายื่นฟ้องก็เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานของบ้านเมืองว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรีมีเงินเดือนเป็นแสนบาท ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างไร ตนเลยอยากให้เกิดความชัดเจน จึงมาขอพึ่งอำนาจศาล พิจารณาการกระทำของ กกต.ทั้ง 7 คน”นายสุรทินกล่าว

โดยคดีฟ้องเป็นคดีอาญา หมายเลขดำ อท.54/2562 ซึ่งศาลนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในชั้นตรวจฟ้อง (จะพิจารณาว่ารับคดีไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่) วันที่ 2 เม.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

 

บทความก่อนหน้านี้ผู้สมัคร ส.ส.พปชร.บางแค ปัด ไม่เกี่ยวเหตุก๊วนผู้สนับสนุนพรรค ถือป้ายไล่มาร์ค
บทความถัดไปพิษส่งออกกระทบยอดใช้สิทธิเอฟทีเอ-จีเอสพี ม.ค.หดตัว2%