ศาล-อัยการ เอ็มโอยู เร่งคดีผู้ประกัน-โทษปรับ ป้องโยกทรัพย์หนีนำเงินเข้ารัฐ เผยมีค้าง 3พันเรื่องมูลค่ากว่า 1.3 พันล้าน

2.04.19 | 16:42 น.

อธิบดีศาลอาญา-อธิบดีอัยการสำนักงานบังคับคดีฯ เอ็มโอยู เร่งคดีผู้ประกัน-โทษปรับคดีอาญา ป้องกันโยกย้ายทรัพย์สิน นำเงินเข้ารัฐ เผยมีคงค้างในศาลอาญากว่า 3,000 เรื่องมูลค่ากว่า1.3พันล้านบาท

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 2 เมษายน ที่สำนักงานศาลยุติธรรมชั้น 12 อาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับโทษปรับและการบังคับคดีผู้ประกันกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาลในคดีอาญาระหว่าง ศาลอาญา กับสำนักงานการบังคับคดี สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งนายบุญชู ทัศนประพันธ์อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เเละนายชาตรี สุวรรณิน อธิบดีอัยการ สำนักงานการบังคับคดีสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ร่วมลงนามความร่วมมือดังกล่าว โดยมีนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายบุญชู อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวว่า สำนักงานการบังคับคดีสำนักงานอัยการสูงสุดร่วมกับศาลอาญา ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับโทษปรับและการบังคับคดีผู้ประกันกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาลในคดีอาญา เป็นการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งสองฝ่ายในการดำเนินการบังคับโทษปรับและการบังคับคดีผู้ประกันกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาลในคดีอาญาเพื่อให้การปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานทั้งสองฝ่ายเกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพและเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีสนับสนุนการทำหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานรวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้และความเชี่ยวชาญในการป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และสามารถรวบรวมทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับหรือผู้ประกันในคดีอาญามาชำระค่าปรับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อศาลได้ตลอดจนป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินในรูปแบบดิจิทัล รวมทั้งทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการบังคับใช้และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานทั้งสองฝ่ายอันจะทำให้รัฐได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินต่อไป

สำหรับการบังคับคดีในส่วนนี้มีเรื่องที่ค้างในศาลอาญาประมาณ 3,000 เรื่อง มูลค่าประมาณ 1,300 ล้านบาท ซึ่งการทำบันทึกข้อตกลงจะช่วยให้สามารถติดตามเงินกับมาให้กับรัฐได้ ซึ่งปีที่ผ่านมามีการดำเนินการสามารถนำเงินเข้ารัฐได้กว่า 100 ล้านบาท

ด้านนายชาตรี อธิบดีอัยการ สำนักงานการบังคับคดีสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า พนักงานอัยการและเจ้าพนักงานศาลที่ได้รับแต่งตั้งต่างฝ่ายต่างมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการบังคับคดีการบรรลุข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญอันจะส่งผลให้การปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานทั้งสองฝ่ายเกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับนโยบายการบริหารงานของอัยการสูงสุดด้านการพัฒนาองค์กรอัยการในการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้มีความรวดเร็วถูกต้องสามารถรองรับการให้บริการแก่ประชาชนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลและสอดคล้องกับนโยบายของประธานศาลฎีกาและแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรมพ.ศ. 2560-2564 ป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินในรูปแบบดิจิทัลพัฒนาบุคลากรให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลเพื่อการไปสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ตลอดจนทำให้เกิดประโยชน์ในการบังคับคดีการพัฒนางานด้านการบังคับคดีการรักษาผลประโยชน์ของรัฐรวมทั้งเป็นเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในการบังคับใช้กฎหมายอีกด้วย

การบังคับโทษปรับและการบังคับคดีผู้ประกันในคดีอาญาถือเป็นอำนาจหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของพนักงานอัยการสำนักงานการบังคับคดีสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการรักษาผลประโยชน์ของรัฐมีความสำคัญในการดำเนินการเกี่ยวกับการบังคับคดีกับผู้ต้องโทษปรับและผู้ประกันในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29/1 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 119 มีอำนาจในการตรวจสอบสถานะและทรัพย์สินโดยคำสั่งของพนักงานอัยการในการให้ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินถือเป็นคำบังคับของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายอาญาทั้งนี้ตามที่พระราชบัญญัติองค์การอัยการและพนักงานอัยการพ.ศ. 2553 มาตรา 16 มาตรา 18 และมาตรา 23 กำหนดไว้ผู้ฝ่าฝืนอาจได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 168 หรือมาตรา 168 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินห้าพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับโดยจำนวนเงินที่สำนักงานการบังคับคดีสามารถบังคับได้

Advertisement

ณ วันที่ 31 มี.ค. 2562 ในส่วนของการบังคับโทษปรับสามารถบังคับคดีได้รับเงินเป็นจำนวนทั้งสิ้น 75,596,731.04 บาท และการบังคับคดีผู้ประกันในคดีอาญาสามารถบังคับคดีได้รับเงินเป็นจำนวนทั้งสิ้น 86,061,124.21 บาทเช่นการบังคับคดีโทษปรับในคดีระหว่างพนักงานอัยการโจทก์ บริษัท อีซี่เน็ตเวิร์ค จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คนจำเลยสำนักงานการบังคับคดีสามารถอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนประมาณ 91 ล้านบาทและนำส่งเงินค่าปรับต่อศาลอาญาแล้วเป็นเงินจำนวน 41,510,702.96 บาท การบรรลุข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้คาดว่าน่าจะส่งผลให้สามารถบังคับคดีได้รับเงินเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก