รวบสาวหลอกลงทุน’เครือ โอดี แคปิตอล’ไม่ได้เงินปันผลได้ที่ปากน้ำ มีคนตกเป็นเหยื่ออื้อ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.,พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรมัย รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป., พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ,พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ จันทราพิพัฒน์, พ.ต.ท.ภาณุมาศ แสงส่ง, พ.ต.ท.ภัทรพล ปัทมวงศ์, พ.ต.ท.ภคพล สุชล รอง ผกก.1 บก.ป. ได้จับกุมตัว นางสาวพิชฌา ผ่องขำ อายุ 39 ปี ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และชักชวนคนเข้าร่วมเครือข่ายและตกลงให้ผลตอบแทนจากการหาสมาชิก อันเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” ตามหมายจับ ศาลจังหวัดสุโขทัย จับกุมได้ที่ บริเวณใต้อาคารทรอปิคานาคอนโดมิเนียม ต.บางเมืองใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จว.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม เวลาประมาณ 19.00 น.

โดยกองบังคับการปราบปรามได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากผู้ประกอบการในเครือ โอดี แคปิตอล เป็นจำนวนมาก และมีมูลค่าความเสียหายรวมสูง และมีการออกหมายจับไว้หลายราย และยังหลบหนีอยู่ ต่อมาผู้เสียหายได้เข้ามาร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปรามปรามเร่งจับกุมตัวผู้ต้องมาดำเนินคดีเนื่องจากได้รับความเดือดร้อน

โดยผู้เสียหายเปิดเผยว่า ก่อนนี้เมื่อประมาณ ปี2560 นางสาวพิชฌา กับพวก ได้ชักชวนให้ร่วมลงทุนที่บริษัทดังกล่าว ต่อมานางสาวพิชฌาหาได้ติดต่อตนมาพูดคุยเรื่องการลงทุนกับบริษัทโอดี แคปปิตอล โดย บอกว่าหากสนใจจะร่วมลงทุนกับทางบริษัทฯ จะให้เงินปันผล (ดอกเบี้ย) 10 เปอร์เซ็นต์ จากเงินลงทุน โดยทางบริษัทฯ จะส่งเงินลงทุนพร้อมกับเงินปันผล ให้กับผู้ลงทุนจํานวน 24 เดือน โดยทางบริษัทจะตอบแทนเป็นเงินปันผล (ดอกเบี้ย) ต่อเดือน โดยตอบแทนเป็นสกุลเงินดอลลาร์ โดยเงินดังกล่าวเข้าทางฐานข้อมูลของตนในเว็บของYMCI ซึ่งตนจะได้รับการสมัครเข้าเป็นสมาชิกหลังจากที่ตนได้จ่ายเงินลงทุนไปแล้ว ซึ่งจะต้องนําเหรียญดอลลาร์ ที่ทางบริษัทแจ้งว่าเป็นผลกำไลจากการลงทุน นั้นไปแลกเป็นเงินบาทไทย จึงหลงเชื่อคำแนะนำของผู้ต้องหาและแสดงตารางการตอบแทนยืนยันว่าได้รับผลตอบแทน จากบริษัท โอดี แคปปิตอล จริง จึงได้ตัดสินใจร่วมลงทุนกับผู้ต้องหาและได้โอนเงินไปให้นางสาวพิชฌาจำนวนหลายครั้งรวมความเสียหายกว่าหลายแสนบาท ในช่วงๆ แรก

ผู้เสียหายบอกว่าได้รับเงินปันผลจาก นางสาวพิชฌ จริงโดยทำการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของตน พอผ่านมาสักระยะหนึ่ง นางสาวพิชฌา บอกกับตนว่า มีปัญหาเรื่องการแลกเปลี่ยนเงินจากเงินดอลลาร์ เป็นเงินบาทไทย และได้บอกกับตนว่าให้ไปทำการยืนยันตนกับ บริษัท โอดี แคปปิตอลเพื่อจะได้แลกเงินจากทางบริษัทฯ โดยตรง ไม่ต้องผ่าน นางสาวพิชฌา จนเวลาผ่านไปกว่า 2 เดือนจึงจะได้รับการติดต่อกลับจาก บริษัท โอดี แคปปิตอล ว่าได้รับการยืนยันตัวตนสำเร็จ ต่อมาตนได้รับแจ้งจาก นางสาวพิชฌา(แม่ทีม) ว่า ทางบริษัทฯ เปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินเป็นสกุลเงินดิจิตอลสกุลหนึ่ง และลดเวลาการจ่ายเงินปันผลเหลือแค่เพียง 15 เดือน จาก 24 เดือน ซึ่งผิดจากสัญญาที่ได้ตกลงไว้ในตอนแรกและต่อมาตนก็ไมได้รับเงินปันผลมาตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2561 เลยทั้งสิ้น ตนจึงเริ่มสงสัยว่าจะถูกหลอกลวงจากผู้ต้องหา จนกระทั่งเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ตนแน่ใจว่าถูกนางสาวพิชฌาหลอกลวง เนื่องจากไม่ได้รับเงินปันผลจากลงทุนแต่อย่างใด จึงตัดสินใจเดินทางมาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเงินที่นำมาลงทุนนั้นได้มาจากทรัพย์สินของตนนำไปขายและจำนำเพื่อนำเงินมาร่วมลงทุนกับ นางสาวพิชฌา และได้ถูกหลอกลวงในที่สุด ซึ่งผู้เสียหายได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ศรีสำโรง จว.สุโขทัย เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นางสาวพิชฌา ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และชักชวนคนเข้าร่วมเครือข่ายและตกลงให้ผลตอบแทนจากการหาสมาชิก อันเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”

ต่อมา ผู้เสียหายจึงมาร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม ช่วยติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. จึงได้ทำการสืบสวนหาเบาะแสของผู้ต้องหาในคดีนี้ เนื่องจากเป็นคดีประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากผู้ประกอบการในเครือ โอดี แคปิตอล เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเมื่อ วันที่ 22 สิงหาคม 2562 จากการสืบสวนจนทราบว่า นางสาวพิชฌา ได้มาอยู่ที่ บริเวณใต้อาคารทรอปิคานาคอนโดมิเนียมต.บางเมืองใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จว.สมุทรปราการ จึงได้ประสานความร่วมมือไปยัง เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ให้เข้าตรวจสอบพื้นที่ที่คาดว่า นางสาวพิชฌา ปรากฏตัวอยู่ เมื่อไปถึงพื้นที่ ที่สืบสวนทราบว่า นางสาวพิชฌา ปรากฏตัวอยู่ ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณ บริเวณใต้อาคารทรอปิคานาคอนโดมิเนียม ต.บางเมืองใหม่ สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมและนำตัว นางสาวพิชฌาส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบรามจะทำการสืบสวนสอบสวนผู้ต้องหาที่สามารถจับกุมได้ เพื่อขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เหลืออยู่ และจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด เพื่อยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มาจากการกระทำความผิด

บทความก่อนหน้านี้ตร.กองสืบอุบล จับเครือข่ายยาบ้า พร้อมของกลาง 11,629 เม็ด
บทความถัดไปใช่คนนี้รึเปล่า?! สาเหตุ ‘เจ ชนาธิป’ ประกาศไม่โสดแล้ว