ทีมสอบสวนคดีพิเศษเตรียมเเจ้งข้อหาบิ๊กขรก.-พวกรวม 4 คนร่วมฆ่าบิลลี่ 19 ก.ย.นี้

ทีมสอบสวนคดีพิเศษเตรียมเเจ้งข้อหาบิ๊กขรก.-พวกรวม 4 คนร่วมฆ่าบิลลี่ 19 ก.ย.นี้ รู้กันหมายเรียก-หมายจับ ดึง “พิชิต นนทสุวรรณ” อัยการมือปราบเก่านั่งที่ปรึกษาตรวจสำนวน เชื่อพยานหลักฐานพร้อมดำเนินคดีออกหมายจับได้สบาย

เมื่อวันที่16 กันยายน รายงานข่าวจากทีมสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เปิดเผยว่า สำหรับคดีการเสียชีวิตของนายพอจะลี ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษมีการตั้งอัยการมาเป็นที่ปรึกษาแต่ไม่ใช่การขอพนักงานอัยการจากสำนักงานการสอบสวนมาร่วมสอบ ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะแตกต่างกันคือหากขออัยการมาร่วมสอบสวนอัยการที่ร่วมสอบสวนจะต้องไปร่วมสอบสวนพยานทุกปาก แต่การขอตั้งอัยการเป็นที่ปรึกษาอัยการก็จะทำหน้าที่ตรวจสำนวนเพื่อความรวดเร็วเพราะถ้าหากตั้งไปร่วมสอบสวนอัยการก็จะต้องลงพื้นที่เกิดเหตุซึ่งบางทีอาจจะติดขัดในเรื่องนี้ โดยอัยการที่ได้ตั้งเป็นที่ปรึกษาในคดีนี้คือ พ.ต.ท.พิชิต นนทสุวรรณซึ่งเป็นอดีตอัยการสำนักงานการสอบสวนแต่ปัจจุบันย้ายไปอยู่สำนักงานวิชาการ เเละเป็นนายตำรวจกองปราบเก่า

พ.ต.ท.พิชิต นนทสุวรรณ

ข่าวแจ้งว่าในการทำคดีนั้นทางอัยการที่ไปนั่งที่ปรึกษาได้ให้ความเห็นกับทางทีมสืบสวนสอบสวนว่าพยานหลักฐานมีความแน่นหนาพอที่จะขอศาลออกหมายจับได้แล้วแต่ทางพนักงานสอบสวนดีเอสไอนั้นยังเห็นว่าบุคคลที่ทีมสอบสวนกำลังเตรียมเรียกมาแจ้งข้อหานั้นมีตำแหน่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จึงเห็นควรว่าควรจะออกหมายเรียกเสียก่อน โดยในวันที่ 19 ก.ย.ทีมพนักงานสืบสวนสอบสวนจะมีการนัดประชุม โดยข้อหาที่พนักงานสอบสวนจะเตรียมจะเเจ้งข้อหากับผู้ต้องหา นั้น ประกอบด้วยข้อหาฆ่าคนตาย ปล้นทรัพย์ กักขังหน่วงเหนี่ยว ซึ่งนอกจาก 3ข้อหาทางทีมสืบสวนสอบสวนยังมีความเห็นว่าจะต้องแจ้งข้อหาที่เป็นความผิดเกี่ยวกับเจ้าพนักงานในการการปฏิบัติหน้าที่กับกลุ่มผู้ต้องหาด้วย ซึ่งหากมีการแจ้งข้อหาเกี่ยวกับเจ้าพนักงานคดีดังกล่าวก็จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาเนื่องจากความผิดหลักซึ่งเป็นความผิดหนักสุดเป็นความผิดเกี่ยวกับชีวิต ซึ่งหากมีการรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องก็จะต้องยื่นต่อพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษเนื่องจากพนักงานสอบสวนเป็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ

“เท่าที่ทราบตอนนี้พนักงานสอบสวนเตรียมเเจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งหมด 4 ราย เเต่มีผู้ต้องหารายหนึ่งหายไปซึ่งผู้ต้องหารายนี้เป็นรายสำคัญ ผมได้รับรายงานว่าสำหรับพยานหลักฐานในคดีนี้แน่นหนาพอที่จะดำเนินคดีเเละออกหมายจับได้แน่นอนเพราะทีมสืบสวนสอบสวนที่ลงพื้นที่นั้นมีการลงไปฝังตัวโดยใช้ระยะเวลานาน ส่วนจะมีการแจ้งข้อหาเมื่อไหร่นั้นต้องขึ้นอยู่กับว่าวันที่ 19 ก.ย.นี้ที่ประชุมจะมีมติออกมาอย่างไร จะใช้การออกหมายเรียกก่อนหรือออกหมายจับเลยเพราะต้องขึ้นอยู่กับการประชุมในวันดังกล่าว”แหล่งข่าวระบุ

บทความก่อนหน้านี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชสาส์นอำนวยพร ปธน.เม็กซิโก
บทความถัดไปแต่งตั้ง ‘ซี11’ เจอโรคเลื่อน ‘เสมา1’ ขอเวลาพิจารณา