เปิดมุมมองนักอาชญาวิทยา บริหารจัดการ แก้’โควิด-19’แพร่ระบาด

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต ให้ความเห็นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ว่ามิใช่เพียงแต่การสร้างความตื่นตระหนกให้เกิดขึ้นเฉพาะในสังคมไทย แต่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนทั่วโลกทั้งในแง่มุมของปัญหาทางเศรษฐกิจ นโยบายทางการเมือง การควบคุมโรค ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ การสร้างการรับรู้ ความตระหนัก และความเข้าใจเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคอย่างแท้จริง รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายในบางกรณีหากจำเป็น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
 
1.องค์ความรู้ด้านสาธารณสุขเป็นตัวนำ ดังที่ทราบกันดีว่าในสถานการณ์การแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และเจ็บป่วยจำนวนมาก ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และองค์ความรู้ของบุคลากรทางการแพทย์จึงมีความสำคัญยิ่ง ผู้กำหนดนโยบายจึงจำเป็นต้องรับฟังข้อมูลอย่างละเอียด รอบคอบและมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เพื่อกำหนดนโยบาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง

แต่อย่างไรก็ตาม การกำหนดนโยบาย และออกมาตรการต่างๆ จำเป็นต้องคิด วิเคราะห์อย่างรอบด้านถึงผลกระทบต่างๆที่จะตามมา เช่น การประกาศปิดห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 20 วัน เพื่อป้องกันมิให้คนมารวมตัวกัน แต่พนักงานที่ทำงานในห้างฯ พนักงานเสริฟ คนหาเช้ากินค่ำ ฯลฯ บุคคลเหล่านี้ย่อมขาดรายได้ จำเป็นต้องหยุดงาน และสุดท้ายก็ต้องเดินทางกลับไปใช้ชีวิตในภูมิลำเนาของตนเองเพื่อความอยู่รอด ก่อให้เกิดความหนาแน่นระบบขนส่งสาธารณะจากกรุงเทพมหานครออกไปยังต่างจังหวัด เป็นต้น
 
2.ระดับนโยบายที่ถูกกำหนดลงไปสู่ผู้ปฏิบัติ  ผู้กำหนดนโยบายเอง อาจจำเป็นต้องเข้าใจในบริบท วัฒนธรรม และรูปแบบวิถีชีวิตของคนไทยเพื่อให้นโยบายที่ออกมามีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง เช่นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การประกาศปิดห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร แต่ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด ส่วนหนึ่งเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายคนจำนวนมาก

นอกจากนี้ การจัดให้มีการตรวจวัดอุณหภูมิผู้โดยสารทั้งก่อนขึ้น และหลังลงจากยานพาหนะ เป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม หากบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่อาจเคยสัมผัสผู้ป่วยแล้วแต่ยังไม่มีอาการ ก็อาจจะเป็นพาหะในการแพร่เชื้อต่อไปได้ การขอร้องให้แต่ละชุมชนมีการติดตามบุคคลที่เดินทางจากกรุงเทพมหานครมีความจำเป็น แต่กระนั้นก็ตาม อาจจำเป็นต้องจัดให้มีการลงทะเบียนตั้งแต่ขึ้นรถโดยสารระหว่างเมือง และขอทราบที่อยู่ปลายทางเพื่อกรณีติดตามตัวหากตกเป็นกลุ่มเสี่ยง สามารถทำได้ทั้งผ่านระบบแอพพลิเคชั่นหรือลงทะเบียนปกติแล้วประสานกับชุมชนปลายทางที่บุคคลเหล่านั้นเดินทางกลับภูมิลำเนา

3.การติดตามตัวผู้ป่วย บุคคลกลุ่มเสี่ยง ควรมีมาตรการในการติดตามตัวอย่างจริงจังทั้งการสืบสวน สอบสวน อาจเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งบุคคลเฝ้าระวังที่ต้องถูกกักตัวเองอยู่ที่บ้าน ควรมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ร่วมกับการสุ่มตรวจเยี่ยมโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรืออาสาสมัครพิเศษ (อสพ.)ที่อาจเป็นผู้ว่างงาน และได้รับการจ้างงานชั่วคราวจากรัฐ
 
4.การบังคับใช้กฎหมายในบางกรณีที่จำเป็น เช่น การกักตุนหน้ากากจำนวนมากหลายล้านชิ้น การส่งออกหน้ากากไปยังต่างประเทศ ควรมีการสืบสวน สอบสวน ผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและดำเนินคดีอย่างโปร่งใส รวดเร็ว นอกเหนือจากการจับกุมผู้จำหน่ายรายย่อย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลทั้งในเรื่องของความจริงจัง จริงใจในการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส และการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบดังที่เคยแถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา รวมทั้ง การดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เป็นต้น

Advertisement

5.หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ต้องมีทั้งองค์ความรู้ ความตระหนักของปัญหาโรคระบาด และความพร้อมในการทำงาน และความไม่ประมาทในการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวคือ ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องเข้าใจข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่จะบังคับใช้ในสถานการณ์การแพร่กระจายของโรคระบาด ผู้บังคับบัญชาต้องมีระบบ และกลไกในการถ่ายทอดความรู้ จัดทำแหล่งข้อมูลในการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ทุกระดับทั้งฝ่ายสืบสวน สอบสวน ปฏิบัติการ และอำนวยการ เป็นต้น

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต้องระมัดระวังในการทำหน้าที่ เช่น การรับแจ้งความ การเข้าจับกุมผู้ต้องสงสัย หรือการพบปะ สนทนากับประชาชนผู้มาติดต่อราชการ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องไม่เป็นบุคคลกลุ่มเสี่ยงด้วยตนเอง เช่น สัมผัส หรือร่วมรับประทานอาหารกับบุคคลกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากหากมีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับเชื้อไวรัสเพิ่มมากขึ้น หรือต้องถูกกักตัวจำนวนมาก ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน

6.การเผยแพร่องค์ความรู้ การสร้างการรับรู้ ความตระหนักให้แก่ประชาชนในทุกระดับเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เพราะมิฉะนั้นแล้ว นโยบายของรัฐที่ประกาศออกไปก็อาจจะไม่ส่งผลต่อการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค เช่น มีการสั่งปิดสถานบริการต่างๆ ร้านอาหาร แต่ประชาชนส่วนหนึ่งไปรวมตัวกันสังสรรค์ตามริมชายหาด เป็นต้น

7.จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือบุคคลที่ถูกพักงาน เลิกจ้าง ในสถานการณ์การแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 ในระดับชุมชน เช่น พนักงานร้านอาหาร ร้านนวดแผนโบราณ คนหาเช้ากินค่ำ เป็นต้น โดยการให้ความช่วยเหลือด้านปัจจัยสี่ และการจัดหางานให้ทำชั่วคราวในระหว่างสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของโรค นอกเหนือจากการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยในอัตราพิเศษ

8.การสื่อสารกับประชาชนในแต่ละเรื่อง และแต่ละครั้ง ต้องมีความเป็นเอกภาพ ชัดเจน และกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เข้าใจง่ายเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มมีความเข้าใจตรงกัน และสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง สารที่สื่อไปยังผู้รับไม่ควรให้เกิดการตีความที่หลากหลาย โดยเฉพาะการประกาศที่อาจสร้างความแตกตื่น ตื่นตระหนกให้แก่ประชาชน จำเป็นต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง ควรมีการกำหนดแผน มาตรการมารองรับไว้ล่วงหน้า และให้ประชาชนที่รับข้อมูลข่าวสารได้มีระยะเวลาเตรียมตัวตั้งรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจากประกาศนั้นๆ

9.ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาสังคมที่จะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากหน่วยงานภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมากต้องหยุดชะงัก เลิกกิจการ ส่งผลให้คนเป็นจำนวนมากต้องถูกเลิกจ้าง หรือขาดรายได้ ผลที่ตามมาคือคนอาจจะก่ออาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลทางวิชาการ และสถิติการเกิดอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์ พบว่า สถิติอาชญากรรมมักเกิดสูงขึ้นในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ถดถอย เกิดการเลิกจ้างงานจำนวนมาก ดังนั้น การวางแผนรับมือในเรื่องดังกล่าวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ คนที่ตกงาน ขาดรายได้ อาจเกิดความเครียด ส่งผลให้คิดสั้น ฆ่าตัวตายได้ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษาทางด้านจิตวิทยา จิตแพทย์ บุคลากรที่มีองค์ความรู้ด้านนี้ อาจจำเป็นต้องทำงานในเชิงรุกมากยิ่งขึ้นในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา
 
10.การบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน สถานการณ์ของโรคระบาดที่เกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานทั้งระบบงานด้านสาธารณสุข การบังคับใช้กฎหมาย คมนาคมขนส่ง การศึกษา อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ การโรงแรม เป็นต้น ดังนั้น ความเป็นเอกภาพ และการมีอำนาจในการสั่งการตามกฎหมาย มีความสำคัญ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ด้วยการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายด้วยความมุ่งหวังที่ต้องการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัส

11.บทเรียนของความสำเร็จ และความผิดพลาดในประเด็นต่างๆ ของแต่ละประเทศ เช่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และอิตาลี ในการจัดการกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ทั้งในด้านการควบคุมบุคคลเข้า ออก และเดินทางมาจากต่างประเทศ การใช้เทคโนโลยีในการติดตามบุคคล และเฝ้าระวังบุคคลกลุ่มเสี่ยง การจำกัดการเดินทาง การช่วยเหลือผู้ที่ถูกพักงาน เลิกจ้าง ภาคธุรกิจ เป็นต้น ควรมีการถอดบทเรียนเพื่อให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาแล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

12.ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกสาธารณะของคนไทยทุกคนในการต่อสู้กับโรคระบาด ถึงแม้เราจะมีความคิด ความเห็นที่แตกต่างกันในบางเรื่อง เช่น การเมือง ศาสนา ความเชื่อ แต่เรื่องการจัดการกับไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) เป็นความร่วมแรง ร่วมใจของทุกฝ่ายที่จะปฏิบัติตนตามคำแนะนำของหน่วยงานด้านสาธารณสุข และป้องกันตนเองจากการเป็นผู้ติดเชื้อและแพร่เชื้อ เพื่อให้สังคมไทยกลับมาสงบสุขดังเดิม
 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image