กองปราบส่งสำนวนกว่า 5พันหน้าสั่งฟ้อง’บุญช่วย’น้องกิติวุฑโฒ-ลูก ฮุบที่ดินมูลนิธิฯแล้ว

กองปราบหอบสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง ‘บุญช่วย’น้องชายพระกิติวุฑโฒ-ลูกชายฮุบที่ดินมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุ 4,000ไร่ส่งอัยการแล้ว

เมื่อเวลา 10.00 น. เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง.ผบก.ป.พร้อมทีมพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้นำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 79 ปี และนายกิตติพงษ์ เจริญสถาพร อายุ 43 ปี บุตรชายของนายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1-2 คดียักยอกที่ดินอภิธรรมมหาธาตุ ในความผิดฐานร่วมกันยักยอก , ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความลงในเอกสารราชการ , ร่วมกันเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 , 177 , 267 , 352 ประกอบ มาตรา 83 มายื่นต่อพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญาเพื่อพิจารณาสั่งคดี

สำหรับพฤติการณ์คดี โดยเหตุจากเมื่อปี พ.ศ.2510 มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคลมี “พระกิตติวุฑโฒ” เป็นกรรมการ ผจก.มูลนิธิ ต่อมาปี พ.ศ.2513-2515 พระกิตติวุฑโฒ ซื้อที่ดินที่เป็น นส.3 (หนังสือรับรองทำประโยชน์ในที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองไม่มีกรรมสิทธิ์) และที่ดินมือเปล่า รวมเนื้อที่ 4,000 ไร่ ในราคา 12 ล้านบาท จากนายสมพล โกศลานันท์ เจ้าของที่ดิน โดยนำเงินที่เรี่ยไรการทำบุญมาจากพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธา ไปชำระให้นายสมพล 8 ล้านบาทแล้วนายสมพล ส่งมอบที่ดินให้ครอบครองเป็น “ศูนย์ปฏิบัติธรรม” ทำกิจกรรมทางศาสนา ระหว่างนั้นมีการมอบหมายผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายของพระกิตติวุฑโฒ มาดูแลและมีผู้ต้องหาที่ 2 มาอยู่ด้วย โดยผู้ต้องหาทั้งสองได้ไปติดต่อหน่วยราชการและเสียภาษีที่ดินในนามมูลนิธิฯ จนมาถึงปี พ.ศ.2538 นายสมพล เสียชีวิต และปี พ.ศ.2548 พระกิตติวุฑโฒ มรณภาพ ก็ไม่มีการเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดิน

ต่อมา ปี พ.ศ.2550 นายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 มีเจตนาทุจริตที่ต้องเอาที่ดินซึ่งเป็นของมูลนิธิที่ตนครอบครองแทนอยู่ให้มาเป็นของตนเอง จึงวางแผนด้วยการทำเอกสารอันเป็นเท็จระบุว่า นายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งหมดจากนายสมพล (ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ.2538) เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดจันทบุรี ต่อมามีการสมยอมกันระหว่างผู้ต้องหาที่ 1 กับนายเรวัติ โกศลานันท์ ทายาทของนายสมพล จนเป็นเหตุให้ศาลจังหวัดจันทบุรี มีคำพิพากษาตามยอม โดยผู้ต้องหาที่ 1 ใช้คำพิพากษาไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อเปลี่ยนชื่อทางทะเบียน ใน นส.3 จากนายสมพล มาเป็นชื่อของนายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 แต่เจ้าพนักงานที่ดินโต้แย้งว่านายเรวัติไม่ใช่ทายาทของนายสมพลเพียงคนเดียว จึงไม่จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อให้ ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 จึงทำเอกสารเท็จขึ้นมาอีก ให้ทายาทของนายสมพลอีก 2 คนลงนามว่านายสมพลขายที่ดินให้ผู้ต้องหาที่ 1 แล้วนำไปเสนอต่อศาล แล้วต่อมาศาลจังหวัดจันทบุรี ได้มีหนังสือให้เจ้าพนักงานที่ดิน โอนเปลี่ยนชื่อ ใน นส.3 จากชื่อนายสมพลเป็นนายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1

ต่อมาปี พ.ศ.2553 -2554 ผู้ต้องหาที่ 1-2 มีเจตนาแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของมูลนิธิฯ มาเป็นของตัวเอง ด้วยการแจ้งความเท็จกับเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของที่ดิน นส.3 และที่ดินเปล่าทั้งหมด ทำให้เจ้าพนักงานที่ดิน ออกโฉนดให้ผู้ต้องหาที่ 1-2 รวม 99 ฉบับ ต่อมาทายาทนายสมพล ทราบเรื่องดังกล่าว จึงไปยื่นฟ้องศาลเพื่อทวงที่ดินคืนจากผู้ต้องหาที่ 1 และเป็นเหตุให้ฟ้องร้องต่อเนื่องกันไปมาทั้งแพ่ง-อาญาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554-2562 และมีการเบิกความเท็จต่อศาลจังหวัดจันทบุรี 3 คดี ผู้ต้องหาที่ 1 เบิกความเท็จรวม 8 กรรม และผู้ต้องหาที่ 2 เบิกความเท็จ 4 กรรม เป็นเหตุให้มูลนิธิฯ ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง เสียหาย 207,178,580 บาท (ตามราคาซื้อขายในปัจจุบันราคาไร่ละ 700,000 บาท รวมราคาที่ดินประเมิน 2,450 ล้านบาท) มูลนิธิฯ จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกองปราบฯ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสอง เหตุเกิดที่ จ.จันทบุรีระหว่างวันที่ 3 พ.ค. 50-13 ก.ย.62 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1-2 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยผู้ต้องหาทั้ง2ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฝากขัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามนำมายื่นวันนี้ประกอบด้วยบัญชีพยานจำนวน 122 ปากใส่ในเเฟ้ม 12 แฟ้มความหนา 5,585 แผ่น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพนักงานอัยการนัดวันฟังคำสั่ง

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.กองปราบปราม ยืนยันว่า พยานหลักฐานที่มี สามารถเอาผิดผู้ต้องหาได้ เนื่องจาก ปรากฎพยานหลักฐานชัดเจนว่า เจ้าของที่ดินของใคร ประกอบกับการสอบปากคำพยานกว่า 120 ปาก ให้การสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ความเป็นมาของที่ดินแปลงนี้ ความเป็นไปของมูลนิธิฯ และเจตจำนงในการใช้ที่ดิน

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่าคดี นี้ทางมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดี กับนายบุญช่วย ซึ่งเป็นน้องชายของพระกิตติวุฑโฒภิกขุ อดีตประธานมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุ ยักยอกที่ดินในพื้นที่ตำบลพลวง ตำบลตะเคียนทองอำเภอเขาคิชฌกูฏ และบางส่วนในอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ของมูลนิธิฯ จำนวน 4,000 ไร่ ไปเป็นของตนเอง โดยมีการสวมสิทธิการครอบครอง และนำไปออกโฉนดโดยมิชอบ ทำให้ น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท และ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ทายาทรุ่นหลานของเจ้าของที่ดินเดิม มีการฟ้องร้องเป็นคดีความหลายคดี จน เหตุการณ์ลุกลาม บานปลายจนเป็นมูลเหตุทำให้ พล.ต.ต.ธารินทร์ ตัดสินใจใช้อาวุธปืนกราดยิง ในศาลจันทบุรี เมื่อวันที่ 12 พ.ย.62ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ทองคำไทยลงครั้งแรกทันที 150 บาท เจอแรงขายทำกำไรฉุดลง แต่แนวโน้มยังขึ้นได้ต่อ
บทความถัดไปดร.คฑา ชินบัญชร เปิดไพ่ยิปซี ’12 ราศี’ ครึ่งปีหลัง