‘บิ๊กปั๊ด’แถลงสรุปคดีน้องชมพู่ เปิดเหตุผล 8 ข้อยันเด็กไม่ได้ขึ้นภูเหล็กไฟเอง เผยเส้นผมไม่มีราก ใช้พิสูจน์ความสัมพันธ์สายแม่เท่านั้น ให้คนร้ายนอนเครียดต่อไป ยังสอบสวนไม่เลิก อายุความ 20ปี
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 2 ตุลาคม ที่สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พร้อม พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสภ ผบช.ภ.4,พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.ภ.7,พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบก.ปส.3 และ พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม ผกก.กก.1 บก.สส.บช.น.ร่วม แถลงภาพรวมความคืบหน้าในคดีการเสียชีวิตปริศนาของ ด.ญ.อรวรรณ วงค์ปรีชาน้องชมพู่ อายุ 3 ขวบ ที่ถูกพบเป็นศพบนเขาภูเหล็กไฟ บ้านกกกอก หมู่ 2 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ซึ่งกินเวลาการสืบสวนหาคนร้ายมานานเกือบ 4 เดือน โดยมีนายไชย์พล วิภา หรือลุงพล พร้อมทนายกฤษฏา โลหิตดี หรือทนายโนบิ นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา มือปราบสัมภเวสี ทนายรัชพล ศิริสาคร มาร่วมรับฟัง
พ.ต.อ.เผด็จ กล่าวว่า ในคดีนี้ คณะทำงานได้สอบพยาน 384 ปาก นำเข้าสำนวน 120 ปาก สอบผู้เชี่ยวชาญ 13 ปาก เก็บวัตถุพยานส่งพิสูจน์แล้ว 113 ชิ้น จากที่เกิดเหตุ 16 ชิ้นสำคัญ เก็บพันธุกรรม 154 พยาน มีสำนวนการสอบสวน 918 หน้า และผลการสรุปสำนวนการชันสูตรศพ ยืนยันว่าน้องชมพู่ไม่สามารถเดินขึ้นไปบนภูเหล็กไฟด้วยตัวเอง ซึ่งการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวได้ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดที่มีเพียง 2 ชิ้นในภูมิภาคนี้ ต่อมา นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล กล่าวว่า จากการฟังการแถลง กรณีตรวจเส้นผมที่พบข้างศพน้องชมพู่ ปรากฎเป็นของผู้มีสายสัมพันธ์ซึ่งเป็นผู้หญิงในครอบครัวฝั่งแม่น้องชมพู่นั้น ตนก็สบายใจ ส่วนป้าแต๋น ยืนยันว่าไม่ใช่ตัวเองและไม่เป็นกังวล เพราะตนไม่เคยขึ้นเขานี้เลย อีกทั้งไม่ได้เจอน้องชมพู่ในช่วงเวลาเกิดเหตุเลย เพียงแต่เจอกันก่อนหน้าไม่กี่วัน ที่น้อฃมาเล่นที่บ้านเท่านั้น

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า วานนี้มีกระแสข่าวว่าเป็นการแถลงปิดคดี ยืนยันว่าไม่ใช่ แต่เป็นการแถลงความคืบหน้าในส่วนที่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เบื้องต้นมีการตั้งข้อหาพรากเด็กและกักขังหน่วงเหนี่ยวเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต และ เคลื่อนย้ายซ่อนเร้นทำลานศพ แต่ไม่มีหลักฐานมากพอจะออกหมายจับหรือดำเนินคดีกับใครได้ แม้จะทำงานอย่างหนักมาตลอด 4 เดือน วันนี้ยังต้องรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมบางส่วน การสืบสวนและสอบสวนยังไม่ยุติ แม้ว่าตามระเบียบตำรวจ หากไม่สามรถดำเนินคดีกับใครภายใน 1 ปีได้ สำนวนนั้นต้องส่งให้อัยการ แม้ครบกำหนดแล้วจะต้องส่งสำนวนไป แต่การสืบสวนยังคงเดินต่อ ทั้งนี้หากมีพยานหลักฐานที่สามารถเอาผิดได้ คดีนี้จะมีอายุความ 20 ปี ยืนยันทำตามหลักสากลและกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าวันนี้จะไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าคนร้ายเป็นใคร แต่เราไม่ละเลิกความพยายามที่จะทำงาน ส่วนกรณีที่ลุงพลเป็นตกเป็นจำเลย สังคมต้องถามว่าใครเอาตำแหน่งมาให้
พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นมีข้อสันนิษฐานว่าผู้ที่จะเข้าถึงตัวเด็กหรือพาเด็กออกไปจากที่อยู่ หมายความว่า ในวันเวลาที่เด็กหาย คนทำจะอยู่ในที่เกิดเหตุ ต้องคัดดูว่ามีใครเข้าถึงกี่คน เพราะจากการพูดคุยกับญาติระบุว่าน้องไม่ยอมให้ใครอุ้ม หมายความว่าอาจเป็นคนสนิท หรือคนไม่รู้จักบังคับเด็กไป หรือเป็นทั้ง 2 อย่างผสมกัน ซึ่งเราพิจารณาด้วยว่า คนที่พาเด็กไปต้องเป็นคนที่รู้จักภูเขานั้น หรือมีความชำนาญในการขึ้นเขา ส่วนแรงจูงใจนั้น ยังต้องสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งเรื่องความขัดแย้งและอื่นๆ เพราะมีหลายคดีที่ไม่คาดหมายเช่นกัน ตำรวจมีข้อสงสัยในใจเยอะ และมีคนที่สงสัยเป็นพิเศษแต่พูดไม่ได้ ตนไม่ถือว่าการใช้เวลา 4 เดือนนั้นนาน หลายคดีมีความยากต่างกัน ส่วนคดีนี้ มีกระแสต่างๆ ทั้งที่ถูกสร้างหรือเกิดขึ้นเองทำให้งานเรายากขึ้น
ทั้งนี้ มีข้อมูลจากนิติเวชว่า สภ.กกกูม ได้นำวัตถุพยานส่งตรวจตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา มี 257 รายการ และได้ตรวจดีเอ็นเอจากเส้นผมในที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่พบรากผม ใช้ยืนยันกับดีเอ็นเอของมารดาได้เพียงเท่านั้น หากพบว่าตรงกับผู้ใดไม่ได้หมายความว่าเป็นคนร้าย อาจเป็นของเครือญาติคนในบ้าน เช่น แม่ พี่สาว น้องสาว ยาย เพราะเป็นดีเอ็นเอจากสายแม่ทั้งหมด
ต่อมมีการเปิดวีดิทัศน์ สรุปเหตุผล 8 ข้อ ได้ดังนี้ 1.เส้นทางขึ้นเขาสูงกว่า 60 องศา มีความยากลำบาก เพราะน้องชมพู่ขึ้นบันไดบ้านขนาดความชัน 45 องศาเองไม่ได้ 2.อาหารมื้อสุดท้ายเป็นไข่เจียว 3 คำ กับน้ำส้ม 1 ขวด ให้พลังงานไม่เพียงพอที่จะเดินขึ้นเขาได้ 3.ชาวบ้านระบุว่า เด็กอายุ 3 ขวบ สามารถปีนป่ายได้ถึงชั้น 2 ของภูเหล็กไฟเท่านั้น แต่จุดพบศพห่างไกลออกไป 4.กรณีศึกษาที่นางทิน เชื้อคมตา หลงป่า ใช้เวลาค้นหาเพียงคืนเดียว 5.แพทย์กุมารเวชยืนยันว่าเด็ก 3 ขวบขึ้นภูเองไม่ได้ 6.สภาพศพถูกเปลือยกาย แต่พ่อแม่เด็กยืนยันว่าเด็กถอดเสื้อเองไม่ได้ 7.พบเส้นผม 36 เส้นข้างศพเป็นของเด็กเอง เกิดจากการตัดหรือเฉือนด้วยมีดจากบุคคลอื่น และ 8.นิสัยส่วนตัวน้องชมพู่กลัวสวนยาง กลัวที่สูง กลัวที่มืด ไม่เคยไปป่าหรือขึ้นภูสักครั้ง แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยพาขึ้นไป เชื่อว่ามีคนพาไปและทำให้ตายไม่ว่าทางตรงหรืออ้อม

สำหรับไทม์ไลน์การหายตัวไปของน้องชมพูไปจนถึงตอนพบศพ สรุปได้ดังนี้ คือ ช่วงเวลาเกิดเหตุตั้งแต่ 09.11น.-09.49น. วันที่ 11 พฤษภาคม โดยอ้างอิงจากช่วงเวลาที่คลิปสุดท้ายที่น้องชมพูเปิดดูในโน๊ตบุ๊ก และการเข้าใช้งานเฟซบุ๊กครั้งสุดท้าย ส่วนเวลาเสียชีวิต จากการสอบถามแพทย์ผู้ชันสูตร ประเมินจากการเน่าเปื่อยในอวัยวะภายในและมีหนอนแมลงวันหัวเขียวชอนไชปาก จมูก ซึ่งจากการสอบปากคำนักกีฎวิทยา ซึ่งผ่าศพวันที่ 15 พฤษภาคม เป็นหนอนระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายหมายความว่า น้องชมพู่อาจเสียชีวิตมาอย่างน้อย 3 วัน ช่วงเวลาประมาณ 14.30น.ของวันที่ 12 พฤษภาคม ถึง เวลา 14.30น.วันที่ 13 พฤษภาคม หรือ 24 ชั่วโมง ตรงกับคำให้การของแพทย์ผู้ชันสูตร ทั้งนี้พบว่าจุดที่พบศพมีอัตราเร่งให้ศพเน่ามากกว่าปกติ เพราะมีอุณหภูมิและความชื้นสูง ส่วนสาเหตุการตาย จากสภาพศพพบบาดแผลหลายจุดแต่ไม่มีแผลอันตรายถึงชีวิต ไม่มีร่องรอยล่วงละเมิดทางเพศ เบื้องต้นไม่สามารถระบุสาเหตุการตายได้เพราะศพเน่า แต่มีความเป็นไปได้ว่าขาดน้ำและอาหาร เพราะผิวหนังขาดน้ำ และไม่พบอาหารในกระเพาะอาหาร มีการบิดตัวในลำไส้ ส่วนของเหลวในร่างกายที่พบ คือของเหลวจากกระบวนการเน่าของศพมีปริมาณ 10 ซีซี
“มีความหวังลึกๆจับคนได้ ตอนนี้ให้คนร้ายนอนเครียดต่อไป เราจะไม่เลิก ซึ่งสำนวนอาจจะงดไปแต่การสอบสวนไม่เลิกทำ อายุความ 20ปี”พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าว


