เช็คบิลแก๊งซิ่งบนทางด่วนเฉลิมมหานครแล้ว ‘บิ๊กเด่น’เผยสถิติรับแจ้งเหตุลดไม่ถึง 500 ราย/เดือน

“บิ๊กเด่น” เผยดำเนินคดีแก๊งซิ่งบนทางด่วนเฉลิมมหานครแล้ว ระบุ สถิติรับแจ้งเหตุลดลงไม่ถึง 500 รายต่อเดือน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 14 มกราคม ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. เป็นการประชุมศูนย์ป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีร่วมกับ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมด้วย

พล.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า จากการขับเคลื่อนนโยบายของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ตร.(ศปข.ตร) ได้รับความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วนในการแจ้งเบาะแส ผ่านช่องทางต่างๆ เป็นจำนวนมาก ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งป้องกันเชิงรุก ปราบปราม ขยายผล และเฝ้าระวัง ส่งผลให้การปฏิบัติมีสถิติลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

โดยมีสถิติการรับแจ้งเหตุของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191, 1599และศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. จากเดิมมีสถิติการรับแจ้งเหตุทั่วประเทศมากกว่า 1 พันรายต่อเดือน ปัจจุบันเหลือการรับแจ้งเหตุทั้งประเทศไม่ถึง 500 รายต่อเดือน โดยล่าสุดเดือนธันวาคม 2563 ล่าสุดเหลือยอดการรับแจ้งเหตุเพียง 350 ราย และส่วนใหญ่จะเป็นการแจ้งเหตุขับรถส่งเสียงดังก่อความเดือดร้อนรำคาญ การรับแจ้งเหตุจากประชาชนในเรื่องการรวมตัวเพื่อแข่งรถในทางแทบจะไม่มีแล้ว

ในส่วนของการแข่งรถบนทางด่วนเฉลิมมหานคร เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2564 ที่ปรากฏตามโซเชียลมีเดียว่ามีการแข่งกันจำนวน 100 คัน ซึ่งสร้างความเดือนร้อนให้แก่ประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 อยู่ในอำนาจสอบสวนของ บก.จร. ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด ขณะนี้ พนักงานสอบสวน บก.จร. ได้รับรายงานสืบสวนจาก บก.สส.บช.น ซึ่งทำการสืบสวนทางโซเชียล เก็บภาพจากกล้องซีซีทีวีและสืบสวนจากพยานข้างเคียงในที่เกิดเหตุแล้ว พบว่ามีการขับรถแข่งกันบนทางด่วนจริงๆ ประมาณ 20 กว่าคัน อยู่ระหว่างออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี

ซึ่งในวันนี้ (14 มกราคม 2564) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามตัวผู้ที่ร่วมกระทำความผิดจาก 11 ราย ที่มีข้อมูลจากการสืบสวน มาดำเนินคดีได้แล้ว จำนวน 1 ราย โดยได้แจ้งข้อหา “แข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน  ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น และขับรถประมาทหวาดเสียว” ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ร่วมกระทำผิดทั้งหมดนอกจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบแล้ว จำนวน 11 ราย และรวมถึงการดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา 9(2) ซึ่งห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย    มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะทำการยึดรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำผิด เพื่อเสนอให้ศาลสั่งริบรถยนต์ของกลางทั้งหมด และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน

นอกจากนี้แอดมินเพจที่โพสต์ชักชวน และผู้ที่มารวมกลุ่มมาดูการแข่งขัน จะมีความผิดฐานสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางด้วย ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากับผู้ที่ทำการแข่งรถในทาง และหากผู้กระทำผิดเป็นเด็กหรือเยาวชน บิดามารดาหรือผู้ปกครองจะถูกเรียกตัวมาเพื่อว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บนและวางข้อกำหนด หากเด็กหรือเยาวชนมากระทำผิดซ้ำบิดามารดา หรือผู้ปกครองจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2556 มาตรา 26(3),78 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งรัดติดตามตัวมาดำเนินคดีทั้งหมด

ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าผู้ที่ร่วมกันกระทำผิดในครั้งนี้จะถูกเรียกมาดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งหมด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้สั่งการให้ บช.น. รับไปดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางมาตรการป้องกันเหตุแบบนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความพยายาม ให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปจากสังคมไทย จึงยังต้องการได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว คนใกล้ชิด และสถาบันการศึกษา ต้องค่อยเป็นหูเป็นตา ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในการแจ้งข้อมูลเบาะแสเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสได้ทางสายด่วน 1599 ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 และส่งคลิปวิดีโอแจ้งข้อมูลเบาะแสที่เกี่ยวข้องให้ตำรวจทราบ ในช่องทางเพจ เฟซบุ๊ก ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เพื่อนข้างห้องเล่า แก๊งปาร์ตี้ยาชอบเปิดไฟดิสโก้ เดินเซไปเซมา
บทความถัดไป“กสิกร” ปิดสาขาเดอะพาซิโอ กาญจนาภิเษก 8 วันหลังพบลูกค้าติดเชื้อโควิดใช้บริการ