5 ผู้ต้องหาเอี่ยวเคนมผงนอนคุก หลังตร.วัดพระยาไกรฝากขัง 4 -สายไหมหิ้วฝากขังอีก 1ราย ไร้ญาติยื่นประกัน

ตร.สน.วัดพระยาไกรฝากขัง 4 ผู้ต้องหาเอี่ยวเคนมผง ทำพีอาร์ร้านเหล้าดับ1 สาหัส1 สายไหมหิ้วฝากขังอีก 1ราย นอนคุก ไร้ญาติยื่นประกัน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 64ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ พนักงานสอบสวนสน.วัดพระยาไกร นำตัว นายวิรัฐ หรือป่อง กาเผือก อายุ 26 ปี นายวัชระ หรือโบ้ เชียงฉิน อายุ 22 ปี นายนพเก้า หรือตูมตาม อบถม อายุ 26 ปี นายชาตรี หรือโจ ศรีสมบัติ อายุ 18 ปี 4 เดือน มาฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่ 14- 25 ม.ค. เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานอีก 10 ปาก รอผลการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร ผลการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้โทษของกลาง

พฤติการณ์คำร้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมาเวลาประมาณ21.00น. พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้รับแจ้งว่ามีเหตุผู้เสียชีวิตที่บ้านแห่งหนึ่งในซอยจันทน์ 31 แขวงทุ่งวัดตอน เขตสาทร กรุงเทพมหานคร จึงไปตรวจสอบพบศพ น.ส.สุทธิณี เมตตาจิตต์ หรือมายด์ อายุ24ปี อาชีพเป็นพีอาร์ร้านเหล้าย่านพระราม3และมีผู้ที่ได้รับอันตรายอีกคนหนึ่งคือ น.ส.จันทมาศ เมืองวัฒนะ หรือพลอย อายุ24ปี เพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิต จึงส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลเลิดสิน ทั้งนี้ในสถานที่เกิดเหตุบริเวณห้องนอนในบ้านที่เกิดเหตุมีของกลาง คือ วัตถุผงสีขาวบรรจุอยู่ในธนบัตรที่พับไว้1 ใบ , ถุงพลาสติกใสภายในมีคราบผงสีขาวติดอยู่จำนวน 2 ถุง หลอดพลาสติก 2 อัน ,วัตถุสามเหลี่ยมแบนสีเหลือง 1 เม็ดบรรจุในถุงพลาสติกใสจึงทำการตรวจยึดเป็นของกลางและส่งไปตรวจสอบปรากฏว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 และเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ดังนั้นจึงมีเหตุน่าเชื่อว่าที่ น.ส.สุทธิณี ๆ เสียชีวิตน่าจะมาจากเหตุที่มีการเสพยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนขยายผลต่อจนกระทั่งทราบว่ายาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวนั้น นายวิรัฐ หรือป่อง ผู้ต้องหาที่ 1 และนายวัชระหรือโบ้ ผู้ต้องหาที่ 2 ไปซื้อมาจากนายนพเก้า หรือตูมตาม ผู้ต้องหาที่ 3 และนายชาตรีหรือโจ ผู้ต้องหาที่ 4 ที่หน้าร้านสะดวกซื้อปากซอยโรงสี (พระราม 3 ซอย 64 ) โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดจากบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวจับภาพผู้ต้องหาทั้งหมดได้ ประกอบกับมีพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้ร่วมเสพด้วยให้การยืนยัน จึงได้ขอศาลอาญากรุงเทพใต้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด ตามหมายจับที่ จ.10-จ.13/2564 ลงวันที่ 12 ม.ค. 64

โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท2 (คีตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต และขายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท2 (คีตามีน)โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 และฐานความผิดร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (3,4 เมทิลไดออกไซต์แอมเฟตามีน และเฮโรอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

ในชั้นจับกลุ่มและชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี

ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้ฝากขังได้

โดยในวันนี้ไม่มีญาติผู้ต้องหามายื่นขอปล่อยชั่วคราว จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปคุมขังยังเรือนจำต่อไป

ขณะเดียวกันที่เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 14 มกราคม ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน สน.สายไหม ตัวนายรัตนโชค หรือจิ้ม กีรติโชติ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหามียาเคตามีนไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฏหมาย มายื่นคำร้องฝากขังครั้งเเรก 12 วัน คำร้องระบุพฤติการณ์ สรุปว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีนายเอ็มไม่ทราบชื่อ-สกุลจริงลักลอบขายยาเคตามีนอยู่ที่ชุมชนวัดเกาะเขตสายไหม และสายสามารถติดต่อสั่งซื้อได้จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบจากนั้นได้ร่วมกับสายลับวางแผนเพื่อทำการจับกุมโดยให้สายลับโทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อจากนายเอ็มไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง แต่นายเอ็มฯ แจ้งกลับมาว่าตอนนี้ยาเคตามีนที่ตนเองไม่มีให้โทรศัพท์ไปหา“ น. ส. ไอซ์” ที่อยู่หมู่บ้านไลโอสายลับจึงขอหมายเลขโทรศัพท์ของ“ น. ส. ไอซ์” ต่อมานายเอ็มฯ ได้ส่งหมายเลขโทรศัพท์ มาให้กับสายลับโดยแจ้งว่าให้โทรศัพท์หา“ นายจิ้ม” ได้เลยซึ่ง“ นายจิ้ม” เป็นคนเก็บยาเคตามีนไว้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงให้สายลับโทรศัพท์ไปหา“ นายจิ้ม” เพื่อให้“ นายจิ้ม” นำยาเคตามีนมาส่งให้และได้แจ้งสถานที่ส่งมอบยาเคตามีน ที่หมู่บ้านไลโอ ถ.วัดเกาะ เขตสายไหม จากนั้นได้ไปรอที่จุดนัดส่งมอบ

ต่อมาวันเวลาเกิดเหตุผู้ต้องหาได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ (ของกลางรายการที่ 3) เข้ามาจอดที่บริเวณทางเข้าหมู่บ้านไลโอเมื่อสายลับเห็นจึงแจ้งว่าคือ“ นายจิ้ม” ที่เป็นคนนำยาเคตามีนมาส่งขายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมที่ชุ่มอยู่บริเวณใกล้เคียงจึงเข้าไปแสดงเพื่อทำการตรวจค้นผู้ต้องหาได้วิ่งหนี แต่ถูกติดตามควบคุมตัวไว้ได้ ตรวจค้นพบยาเคตามีน บรรจุในถุงพลาสติกจำนวน 29 ถุงน้ำหนักชั่งพร้อมถุงหนักรวมประมาณ 31.9 กรัมน้ำหนักสุทธิรวมประมาณ 20.3 กรัม (ของกลางรายการที่ 1) และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ VIVO สีน้ำเงินพร้อมซิมการ์ดหมายเลข 092-091-2530 จำนวน 1 เครื่อง (ของกลางรายการที่ 2) อยู่ในกำมือข้างซ้ายของผู้ต้องหาเมื่อสอบถามผู้ต้องหารับว่ายาเคตามีนที่ตรวจพบนั้นผู้ต้องหากำลังจะนำมาส่งขายให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อไว้โดยมี“ น. ส. ไอซ์” เป็นผู้ให้ผู้ต้องหานำมาเก็บไว้และเมื่อมีลูกค้ามาสั่งซื้อก็จะนำไปส่งตามที่“ น. ส. ไอซ์” สั่งจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามอีกว่าพักอาศัยอยู่ที่ไดและมียาเสพติดเก็บซุกซ่อนอีกหรือไม่ผู้ต้องหาให้การรับว่าพักอาศัยอยู่ที่ห้องหมายเลข 3/4 ชั้นที่ 3 อพาร์ทเม้นท์โพธิ์ทอง เขตสายไหม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงไปทำการตรวจค้นโดยผู้ต้องหายินยอมและนำการตรวจค้นพบถุงพลาสติกใสแบบปากถุงเลื่อนเปิด-กดปิดจำนวน 1 แพ็ค และเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอลจำนวน 1 เครื่อง อยู่ในกล่องเซฟ / กล่องนิรภัย

เมื่อสอบถามผู้ต้องหารับว่าของกลางรายการที่ 4, 5, 6 เกี่ยวข้องในการกระทำผิดชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
โดยหากผู้ต้องหายื่นประกันขอให้อยู่ดุลพินิจศาล

ศาลพิจารณาเเล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ ไม่ปรากฎว่ามีญาติมายื่นประกันตัว พนักงานราชทัณฑ์จะควบคุมผู้ต้องกาไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ก้าวไกล’ แจกถุงยังชีพน้ำท่วมใต้ อัดล้มเหลวจัดการน้ำ เล็งใช้สภา กฟผ. แจงปล่อยน้ำจากเขื่อนบางลาง
บทความถัดไป‘กลุ่มไทยภักดี’ ยื่นตั้งพรรคการเมืองแล้ว จองชื่อ ‘ไทยภักดีประเทศไทย’