ภาคีนักกฎหมายสิทธิฯ ประณามรัฐใช้ความรุนแรงเต็มรูปแบบ จี้รับผิดชอบทาง กม. ขอสื่อเสนอข่าวตรงไปตรงมา

ภาคีนักกฎหมายสิทธิฯ ประณามรัฐใช้ความรุนแรงเต็มรูปแบบ จี้รับผิดชอบทาง กม. ขอสื่อเสนอข่าวตรงไปตรงมา

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ประณามรัฐในการใช้ความรุนแรงอย่างเต็มรูปแบบต่อผู้ชุมนุม โดยระบุว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนได้ใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่ม RESTART DEMOCRACY หรือ REDEM ซึ่งได้นัดชุมนุมเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปยังบ้านพักหลวงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทโอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ณ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เพื่อแสดงออกและเรียกร้องต่อรัฐบาลใน 3 ประเด็น

ได้แก่ การจำกัดอำนาจสถาบัน การปลดแอกประชาธิปไตยขับไล่ทหารออกจากการเมือง และเรียกร้องให้ลดความเหลื่อมล้ำด้วยรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

ในการสลายการชุมนุมครั้งนี้ พบว่า เป็นการปฏิบัติการภายหลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว โดยในการปฏิบัติการครั้งนี้ รัฐบาลได้มีการนำเอาทหารนอกเครื่องแบบสวมหมวกป้องกันการกระแทกสีขาว โดยไม่ติดป้ายชื่อมาเสริมกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเป็นกำลังในการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม

และยังพบอีกว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐได้ปล่อยปละละเลยให้ผู้ที่พยายามยั่วยุปลุกปั่นผู้ชุมนุมให้ใช้ความรุนแรงปฏิบัติการดังกล่าว โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ควบคุมและกันบุคคลดังกล่าวออกจากพื้นที่ แต่กลับให้บุคคลเหล่านั้นหลบอยู่หลังแนวของเจ้าหน้าที่ด้วย

ในการปฏิบัติการควบคุมฝูงชน พบว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนได้ใช้กำลัง โดยมีอาวุธ ได้แก่ โล่ กระบอง ตีทำร้ายร่างกายผู้ชุมนุม มีการฉีดน้ำแรงดันสูงพร้อมกับขว้างสิ่งของและกระป๋องแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุมหลายครั้ง และมีการยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้ประชาชนที่มาชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ ซึ่งมีรายงานข่าวว่า ประมาณ 33 คน

นอกจากนี้ ประชาชนและสื่อมวลชนในที่เกิดเหตุ รวม 23 คน ได้ถูกจับกุมตัว โดยในจำนวนนี้มี 4 คนที่เป็นเยาวชน ซึ่งเยาวชนถูกนำตัวไปกักขังและสอบสวนที่สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ส่วนเหลืออีก 19 คน ถูกจับกุมไปกักขังและสอบสวน ณ กองบัญชาการตำรวจตะเวนชายแดนภาค 1 คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (บก.ตชด.ภาค 1)

จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ขอประณามการกระทำของรัฐบาลที่ปล่อยปละละเลย ไม่ตระหนัก และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามหลักการดูแลการชุมนุมของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพการชุมนุมสาธารณะ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมือง อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในสังคมประชาธิปไตย แต่กลับใช้อำนาจและกำลังในการจำกัดการใช้เสรีภาพในการชุมนุม

รวมถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนหัวใจวายตาย ซึ่งสะท้อนว่า รัฐมิได้มีการเตรียมแพทย์ภาคสนามหรือหน่วยพยาบาลอย่างเพียงพอ พร้อมสำหรับการที่จะตัดสินใจสลายการชุมนุม และรับมือกับสถานการณ์ที่จะต้องให้การรักษาอย่างทันท่วงที

อ่านข่าว : คฝ.หัวใจวาย เร่งส่งโรงพยาบาล ปั๊มหัวใจแต่ไม่เป็นผล ลูกน้อง ตร.โพสต์ไว้อาลัย

รวมถึงขอประณามผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน และเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนภาคสนาม

การที่เจ้าหน้าที่ใช้กำลังและอาวุธ ถือเป็นการสร้างสถานการณ์และยั่วยุให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง การฉีดน้ำแรงดันสูง การยิงแก๊สน้ำตา และการยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุม ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อเสรีภาพในการชุมนุมตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศรับรองไว้ ทั้งยังไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติเรื่องการสลายการชุมนุม โดยเฉพาะเรื่องการใช้ความรุนแรง ที่ระบุว่าควรเป็นหนทางสุดท้ายในการนำมาใช้ การปฏิบัติการแบบจากเบาไปหาหนัก และแนวปฏิบัติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย

อีกทั้งการป้องกันไม่ให้ผู้ที่สัญจรไปมาได้รับผลกระทบ ถือว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาทำร้ายชีวิตประชาชนอย่างชัดเจน หน่วยงานรับผิดชอบต้องอธิบายเหตุจำเป็นและความได้สัดส่วนในการใช้ยุทธวิธีดังกล่าว

ในการนี้ ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ขอเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนในเหตุการณ์นี้ต้องรับผิดชอบในทางกฎหมายต่อการกระทำที่เกิดขึ้น เพื่อไม่สร้างวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด เพื่อป้องปรามและป้องกันไม่ให้มีการกระทำของเจ้าหน้าที่เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

และขอให้สื่อมวลชนทุกแขนงควรตระหนักถึงการเสนอข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้ง ที่ต้องเสนอข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้สาธารณชนสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำมาเป็นข้ออ้างในการยั่วยุเพื่อให้เกิดความรุนแรงอีกต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon