กระดานหก ‘บิ๊กโจ๊ก’ วิถีชีวิตสีกากี ‘ขึ้น-ลง’ คืนถิ่น-ลุ้นผงาด ‘ตร.’

หลังหยุดชะงักไปกว่า 2 ปี ในที่สุด “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตนายพลดาวรุ่งพุ่งแรง ได้กลับมาเป็นข้าราชการตำรวจอีกครั้ง ตามแรงอธิษฐานที่เคยเอ่ยวาจาไว้ว่า “ศัตรูที่คิดร้าย ขอให้แพ้ภัยไปในที่สุด และให้ข้าพเจ้ากลับมาเป็นข้าราชการตำรวจที่ยิ่งใหญ่ต่อไปโดยเร็วด้วยเทอญ…สาธุ” ต่อหน้าพระตำหนักภักดีนเรศวร์ ที่วัดบึงกระดาน อำเภอเมืองพิษณุโลก

ย้อนเส้นทางจากนายพลดาวรุ่ง สู่ดาวร่วง

เมื่อ 5 เมษายน 2562 เกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่ากรมปทุมวัน เมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. เซ็นคำสั่งให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบช.สตม.ขณะนั้น ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.)

ต่อมา 9 เมษายน 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 2/2562 เรื่องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มเติมและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง โดยให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ อยู่ในบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2558รวมทั้งให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ขาดจากตำแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนเดิมใน ตร. เพื่อโอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ต้นเดือนมกราคม 2563 บิ๊กโจ๊กกลับมาเป็นข่าวโด่งดังอีกครั้ง เมื่อรถหรูยี่ห้อเลกซัส ทะเบียน 9กจ 351 กรุงเทพมหานคร ของตัวเองที่จอดไว้หน้าร้านนวดแผนโบราณในซอยสาริกา ถนนสุรวงศ์ ถูกคนร้ายลอบยิงพรุน 8 นัด

ในขณะนั้นเจ้าตัวออกมาให้สัมภาษณ์ท่าทีขึงขังมั่นใจ ว่าปมขัดแย้งมาจากเรื่องโครงการไบโอเมตริกซ์

24 มกราคม 2563 “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ ออกหนังสือเตือนบิ๊กโจ๊ก อย่าประพฤติชั่วร้ายแรง พร้อมขู่ลงโทษวินัย

จากนั้นปลายเดือนกรกฎาคม พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ยังคงเดินสายทำบุญ เสริมบารมี

โดยอธิษฐานขอพึ่งบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ได้คืนกลับเป็นตำรวจอีกครั้งอีกทั้งยังเดินหน้าฟ้องนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งโอนย้าย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จากตำแหน่ง ผบช.สตม.ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทั้งสองไม่ได้พิจารณาดำเนินการสั่งให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในสังกัดเดิม

สังคมต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุใดทำให้นายพลดังจึงประกาศเปิดศึกกับนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หลุดจากเก้าอี้ ผบช.สตม. มักมีข่าวโยนหินถามทางเป็นระยะๆ ว่าจะหวนกลับมาเป็นตำรวจอีกครั้ง และข่าวลือก็หนาหูมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

กระทั่ง 9 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยอมรับเซ็นลงนามโอนย้าย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับเข้ารับราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ส่วนเรื่องที่ถูก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ฟ้องร้องนั้น พล.อ.ประยุทธ์บอกแค่ว่า “ก็เรื่องของเขา ทางกฎหมายว่าอย่างไร ไม่เกี่ยวกัน”

ขณะที่ พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. แจกแจงว่า

“สถานะของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ขณะนี้ถือว่ามีการตัดโอนมาแล้ว ตามหนังสือของสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 หนังสือมาถึง ตร.เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564 แต่ยังมีกระบวนการทางธุรการ เป็นเรื่องทางเทคนิคกำลังพล ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะ

“ยืนยันว่ากรณีนี้เป็นระบบการบริหารราชการตามปกติที่มีการโอนย้ายข้ามหน่วยงาน เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าของข้าราชการทั้งหมดอยู่แล้ว มีอำนาจที่จะดำเนินการให้การทำงานของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด”

สำหรับการโอนย้ายกลับมาของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งประเภท บริหารระดับสูง ตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการโอนข้าราชการซึ่งไม่ใช่ข้าราชการตำรวจหรือการโอนพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 ข้อ 4 ประกอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเทียบตำแหน่งของ ก.พ.

ดังนั้น พล.ต.ท.สุรเชษฐ์สามารถโอนย้ายกลับมาในตำแหน่งเทียบชั้นยศ พล.ต.ท.ได้ทั้งตำแหน่งระดับเดิม ผบช.เท่ากับตอนถูกโอนย้ายไป หรือขยับสูงขึ้น เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งอำนาจในการพิจารณารับโอนเป็นของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยพิจารณาจากอัตราเงินเดือน ประสบการณ์ ความเหมาะสม กฎหมาย และตำแหน่งที่ว่างอยู่

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 12 มีนาคมนี้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานในการประชุม ก.ตร.และคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) โดยมีวาระกำหนดตำแหน่ง ระดับ ผบช. 4 ตำแหน่ง และ ผบก. 4 ตำแหน่ง เพื่อทำหน้าที่บริหารและขับเคลื่อนงานด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ตร. คาดว่าในสัปดาห์ถัดไปจะมีการประชุม ก.ตร.เพื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับนายพล วาระเดือนเมษายน โดยอาจจะมีการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ในคราวนี้ด้วย

ดังนั้น หากมีตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.หรือเทียบเท่าว่างลงก็เป็นช่องทางที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์จะโอนย้ายกลับมาได้ในตำแหน่งระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. หรือเข้าสู่ตำแหน่งระดับ ผบช.

ด้าน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ปฏิเสธตอบคำถามว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นฝ่ายทำเรื่องขอรับตัวกลับมาปฏิบัติหน้าที่ โดยระบุเพียงว่า ขอให้กระบวนการขั้นตอนต่างๆ เสร็จสิ้นก่อน เพราะตามขั้นตอนจะต้องผ่านทั้ง ก.ตร.และ ก.ต.ช.ซึ่งจะประชุมในวันที่ 12 มีนาคม

ผบ.ตร.ยังระบุว่า ที่ผ่านมาการทำเรื่องขอโอนย้ายบุคคลที่ไม่ได้เป็นตำรวจแล้วให้กลับมาเป็นข้าราชการก็เคยมีอยู่ การจะกลับมานั้นทางฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะต้องพิจารณาว่ามีตำแหน่งหรือต้องการบุคคลที่เหมาะสมกับงาน ส่วนกรณีของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ส่วนตัวยังไม่ได้วางตัวว่าจะให้ทำหน้าที่อะไร เรื่องยังไม่ถึงตรงนั้น แต่มองว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ก็เป็นนายตำรวจที่มีความรู้ความสามารถคนหนึ่ง

“ยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกกังวลใจหรือหนักใจเกี่ยวกับเรื่องนี้และทุกอย่างมีขั้นตอนปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวไม่เข้าใจว่าทำไมสังคมถึงให้ความสนใจเพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล และตำรวจทั่วประเทศก็มีมากกว่า 2 แสนนาย ทำไมถึงไม่ไปถาม พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เอง” ผบ.ตร.แจกแจงแกมข้องใจ

อย่างไรก็ตาม การกลับมาของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการสีกากีมากพอสมควร ด้วยอดีตถือว่าเป็นผู้กว้างขวาง มากบารมี และยังมีอายุราชการอีกกว่า 10 ปี

แต่สุดท้ายจะได้นั่งเก้าอี้ใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon