โตโต้ เฮ ศาลปล่อยตัวชั่วคราว ตีประกัน 4.5หมื่น ถ้าผิดเงื่อนไขสั่งขังทันที

ศาลอาญาชี้ชัด ขณะจับกุม’โตโต้’หัวหน้าการ์ดวีโว่ ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า สั่งปล่อยชั่วคราว ตีราคาประกัน 4.5 หมื่น ออกเงื่อนไขห้ามชุมนุม ใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่

ตามที่ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ อายุ 28 ปี หัวหน้าการ์ดกลุ่มวีโว่ ม็อบคณะราษฎร ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ ซ่องโจรฯ จากการถูกตำรวจจับกุมตัวเมื่อช่วงค่ำ วันที่ 6 มี.ค. 2564 ที่ห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ สาขารัชโยธิน ซึ่งเป็นวันเดียวกับเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มรีเด็ม หน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขัง ต่อเนื่องจากเมื่อวานถึงวันนี้นั้น

อ่านพรุ่งนี้ ศาลอาญานัดฟังคำสั่งไต่สวนปล่อยชั่วคราว “โตโต้” หรือไม่

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 เมษายน ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ อายุ 28 ปี หัวหน้าการ์ดกลุ่มวีโว่ ม็อบคณะราษฎร ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ ซ่องโจรฯ จากการถูกตำรวจจับกุมตัวเมื่อช่วงค่ำ วันที่ 6 มี.ค. 2564 ที่ห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ สาขารัชโยธิน ซึ่งเป็นวันเดียวกับเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม REDEM หน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขัง

โดยในวันนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวนายปิยรัฐ ผู้ต้องหามาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขณะที่ทนายความ มาฟังคำสั่งการปล่อยชั่วคราว

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหากับพวกที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเมเจอร์รัชโยธิน เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา ตามรายงานจากการสืบสวนสอบสวนว่าผู้ต้องหากับพวกทั้งหมดจะมารวมตัวกันชุมนุมยังสถานที่ดังกล่าว จากนั้นได้ตรวจค้นตัวผู้ต้องหาพบเสื้อเกราะ ตาม พ.ร.บ.ยุทธภัณฑ์ฯเท่านั้น ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายอื่น ภายหลังจึงดำเนินคดีข้อหาเป็นอั้งยี่และซ่องโจรฯ ร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ร่วมกันกระทำการหรือดำเนินการใดๆ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายแพร่ระบาดฯ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ สมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อจะกระทำความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมใช้กำลังประทุษร้ายฯ หรือจะต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ

โดยในการจับกุม ทราบว่าตำรวจจากกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน(บก.อคฝ.)เฝ้าสังเกตการณ์จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาที่ 1กับพวกจำนวน 15คนโดยมีข้อหาหลักเป็นความผิดฐานอั้งยี่และซ่องโจรซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง แต่พนักงานสอบสวนยังไม่สามารถแสดงให้ชัดในชั้นไต่สวนนี้ถึงพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นได้ว่าผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกเป็นคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมีจุดมุ่งหมายอันละเมิดกฎหมายหรือสมคบกันเพื่อกระทำความผิดต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งจะส่อให้เห็นพฤติกรรมอุกอาจและความเสี่ยงสูงที่ผู้ต้องหาที่ 1 อาจหลบหนีหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นอย่างไรให้พอเห็นเป็นรูปธรรมได้โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานใหม่ที่ทนายผู้ต้องหาที่ 1 นำมาแสดงซึ่งชี้ให้เห็นในเบื้องต้นว่า

ขณะจับกุมผู้ต้องหาที่ 1 มิได้อยู่ร่วมกับพวกในขณะมีพฤติการณ์กำลังสมคบกันในลักษณะเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจรอันจะทำให้เป็นความผิดซึ่งหน้าผู้ต้องหาที่ 1 ยินยอมให้จับกุมด้วยความสงบและไม่พบอาวุธที่ตัวผู้ต้องหาที่ 1 คงพบเพียงเสื้อคล้ายเสื้อเกราะที่ผู้ต้องหาที่ 1 สวมใส่อยู่เท่านั้น พฤติการณ์หลักที่ปรากฏให้เห็นในชั้นนี้คงมีเพียงในส่วนของความเป็นไปได้ในเรื่องการมั่วสุมชุมนุมกันอันอาจเป็นความผิดซึ่งหน้าตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548มาตรา 9(2) เท่านั้นซึ่งเป็นฐานความผิดที่ไม่ร้ายแรงและมีโทษน้อยเมื่อประกอบกับในชั้นไต่สวนพนักงานสอบสวนแสดงว่าการสอบสวนคืบหน้าไปมากจนเหลือพยานที่เกี่ยวกับผู้ต้องหาที่ 1เพียงสี่ปากซึ่งล้วนเป็นเจ้าพนักงานและพนักงานสอบสวนขอให้การปล่อยชั่วคราวอยู่ในดุลพินิจของศาลอันหมายถึงมิได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราวอีกต่อไปดังนี้ เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีได้เปลี่ยนแปลงไป

จึงเห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1 ได้ แต่เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ผู้ต้องหาที่ 1จะหลบหนีหรือก่อเหตุร้ายอื่นจึงให้เรียกประกันจากผู้ต้องหาที่ 1 เป็นเงิน 4.5หมื่นบาทกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหาที่ 1พกพาอาวุธไปเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือใช้กำลังประทุษร้ายต่อเจ้าหน้าที่

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“ซีพีเอฟ” เล็งสร้างนวัตกรรมอาหารสู่ความยั่งยืนเลี้ยงประชากรโลก
บทความถัดไปองค์การต่อต้านแชร์ลูกโซ่ ร้องยธ. ช่วยเหลือผู้เสียหาย หลังสคบ.ไม่สามารถเอาผิดบริษัทขายตรง