เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบเส้นทางการเงินของขบวนการหลอกลงทุนรายใหญ่ ซึ่งมีนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน เป็นตัวการ ร่วมกับนายกิตติศักดิ์ เย็นนานนทน์ รองประธานกรรมการบริหารบริษัทในเครือ M group ที่กำลังหลบหนีว่า
ขณะนี้ตำรวจกำลังสอบปากคำผู้เสียหายกว่า 100 คน จากทั้งหมด 200-300 คน ที่ติดต่อเข้าแจ้งความกับตำรวจกองบังคับการปราบปราม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ซึ่งพยานทั้งหมดให้การไปในทิศทางเดียวกันว่าบริษัทดังกล่าวไม่จ่ายผลตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้ทั้ง 5 รูปแบบการลงทุน ทั้งนี้ เพื่อให้การสอบปากคำผู้เสียหายที่อยู่ในหลายพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงทำเรื่องเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้ตั้งคณะทำงานเพื่อมาดูแลคดีดังกล่าวและรวบรวมสำนวนคดีทั้งหมดเข้ามาที่ส่วนกลาง คาดว่าในสัปดาห์หน้าน่าจะทราบผล
รายงานข่าวแจ้งว่า บก.ปอศ.ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เหยื่อถูกหลอกให้ไปลงทนทำธุรกิจ ได้โอนเข้าไปให้บริษัทในเครือของขบวนการนี้ จนพบความเชื่อมโยงว่า บริษัทดังกล่าวเป็นตัวแทนเสนอขายโบรชัวร์กระเป๋ายี่ห้อหนึ่ง ซึ่งเสนอขายกระเป๋าให้ผู้เสียหายนำไปขายต่อ โดยมีหน้าร้านอยู่จริงที่สามย่านมิตรทาวน์ แต่ปรากฏว่าผู้เสียหายจะไม่ได้รับของ เป็นเพียงการซื้อโบรชัวร์เปล่าๆ แต่ไม่ได้รับของจริง
อย่างไรก็ตาม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) กำลังตรวจสอบการยักย้ายถ่ายเทเงินในขบวนการว่าไปถึงผู้ใดหรือที่ใดบ้าง ซึ่งยังไม่มีรายงานผลกลับมา โดยจะมีกองปราบปรามเป็นผู้รับผิดชอบด้านการสืบสวนเรื่องเส้นทางการเงินอีกส่วนหนึ่ง
ข่าวแจ้งว่า เครือข่ายของผู้ต้องหายังมีธุรกิจและโครงการต่างๆ อีกหลายประเภท ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นโครงการแอพพลิเคชั่นด้านการจราจรและแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายที่ทำร่วมกับตำรวจ ซึ่งพบว่าถูกเทกโอเวอร์มาจากบริษัทในประเทศจีน แต่เนื่องจากโครงการนี้ไม่ได้ถูกนำไปเสนอขายทางธุรกิจให้กับเหยื่อ จึงยังไม่พบความเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลงทุนดังกล่าว
สำหรับการเรียกสอบปากคำนักการเมืองที่ไปร่วมงานเปิดตัวโครงการบริษัทในเครือของนายประสิทธิ์ คาดว่านักการเมืองรายนี้ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอะไรด้วย แต่หากพบว่ามีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึง ก็จำเป็นต้องเรียกมาสอบปากคำ อีกทั้งในปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมของตำรวจก่อนหน้านี้ พบว่า ในที่ทำงานของนายประสิทธิ์ มีรูปถ่ายคู่กับคนมีสีทางสังคมจำนวนมาก เชื่อว่าเป็นการสร้างโปรไฟล์ให้กับนายประสิทธิ์ไปใช้หลอกเหยื่อเอง โดยที่บุคคลเหล่านั้นอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
ข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับการติดตามตามจับกุมตัวผู้ต้องหาที่เหลืออีก 2 ราย ชุดคลี่คลายคดีได้แบ่งกำลังหลายส่วน ลงพื้นที่สืบหาเบาะแสพื้นที่เป้าหมายหลายแห่ง โดยเฉพาะบริเวณบ้านพักอาศัยในกลุ่มเครือญาติผู้ต้องหา รวมนายทหาร ข้าราชการระดับสูงหลายคน ที่ผู้ต้องหาทั้งสองคนสนิท เพราะเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนนี้ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศ

