อสส.สั่ง อธ.อัยการ ภ.5 ตรวจสอบด่วน คดีฟ้องไม่ทันปล่อย 7 ผู้ต้องหาคดียาบิ๊กล็อตน่าน

อสส.สั่ง อธ.อัยการ ภ.5 ตรวจสอบด่วน คดีอัยการฟ้องไม่ทันปล่อย 7 ผู้ต้องหาคดียาบิ๊กล็อตน่านยืนยัน เชื่อมั่นบุคลากรในองค์กร ปรับภาพลักษณ์สร้างเเบรนด์อัยการ เพิ่มประสิทธิภาพอำนวยความยุติธรรมได้

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อัยการสูงสุด กล่าวถึงการปรับภาพลักษณ์สำนักงานอัยการสูงสุด หลังจากที่ผ่านมาประชาชนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำงานขององค์กรอัยการ โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า บุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุด มีศักยภาพที่จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณธรรม โดยเฉพาะด้านการอำนวยความยุติธรรมของประชาชน รวมถึงการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ เช่น การตรวจร่างสัญญานำเข้าวัคซีนที่จะเร่งรัดให้มีความรวดเร็วเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

สิ่งที่สำคัญอีกประการคือ ที่ผ่านมาในกระบวนการยุติธรรม ประชาชนจะรู้จักแค่ตำรวจกับศาลเท่านั้น ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่าอัยการคืออะไร ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ที่ต้องทำให้สำนักงานอัยการเป็นที่รู้จักของประชาชน หรือเป็นการสร้างแบรนด์ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าอัยการมีหน้าที่อะไรในกระบวนการยุติธรรม เช่น การให้ความรู้ทางด้านกฎหมายแก่ประชาชน ให้ประชาชนรู้ว่าสามารถเข้าถึงอัยการได้ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ โดยการสร้างแบรนด์จะใช้ 3 หลักการ คือ เข้าใจ เข้าถึง ความร่วมมือ

นายสิงห์ชัยตอบข้อซักถามกรณีที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับปัญหาการส่งฟ้องคดียาเสพติดในพื้นที่จังหวัดน่าน ที่มีการขยายผลจับกุมตัวการใหญ่ และผู้เกี่ยวข้องจำนวน 7 คน ยึดทรัพย์ได้เงินกว่า 2,175 ล้านบาท แต่ส่งฟ้องคดีไม่ทันในระยะเวลาคุมตัวตามกฎหมาย 84 วัน ว่าสำหรับกระแสข่าวว่ามีการเรียกสินบนจำนวนมากด้วย นั้นยืนยันว่าในฐานะอัยการสูงสุด จะมีการพิจารณาสั่งคดีโดยให้ความเป็นธรรม เป็นไปตามพยานหลักฐาน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาในสังคม จึงมอบหมายให้อธิบดีอัยการ ภาค 5 เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานให้ทราบภายใน 7 วัน ซึ่งคาดว่าอธิบดีอัยการภาค 5 จะรายงานมาเร็วกว่ากำหนดก็ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเชื่อว่าจะมีการนำหารือในที่ประชุม ก.อ.

แต่เท่าที่ทราบเบื้องต้นว่าคดีนี้มีหลายสำนวนเกี่ยวพันกันในคดีหลัก ซึ่งมีผู้ต้องหาหลักทางอัยการได้ยื่นฟ้องไปเเล้ว ส่วนของกลางและเงินที่ตรวจพบได้มีการขอศาลให้อายัดทรัพย์แล้ว ส่วนคดีที่มีปัญหาปล่อยผู้ต้องหาเป็นในส่วนที่ขยายผลมาจากคดีหลัก และติดปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีที่ขยายผลนั้นเป็นคดีนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นอำนาจสอบสวนของอัยการสูงสุดหรือไม่ เพราะการที่พนักงานอัยการจะฟ้องดำเนินคดีอาญาการสอบสวนจะต้องชอบด้วยกฎหมาย เเต่ข้อเท็จจริงว่าทำไมถึงฟ้องไม่ทันรออยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง เเละถ้ามีความคืบหน้าทางทีมโฆษกจะเเจ้งความคืบหน้าให้สื่อมวลชนทราบ

นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกอัยการสูงสุด กล่าวเพิ่มเติมความคืบหน้าการในตรวจสอบข้อเท็จจริง พนักงานอัยการในพื้นที่จ.น่านส่งฟ้องคดียาเสพติดที่ป.ป.ส ได้ขยายผลการจับกุมตัวการใหญ่และผู้เกี่ยวข้องจำนวน 7 ราย คดีดังกล่าวมีสำนวนคดีที่เกี่ยวข้อง 4 เรื่อง คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับผู้ต้องหาคดียาเสพติด 2 รายพร้อมยาไอซ์ 60 กิโลกรัม โดยป.ป.ส.ได้ขยายผลการสืบสวนจนพบว่าเอเย่นต์ค้ายาเสพติดรายใหญ่เป็นเครือข่ายค้ายาฯข้ามชาติ ซึ่งจากการสืบสวนสะกดรอยเครือข่ายดังกล่าวสามารถจับผู้ต้องหาได้อีก 3 คน พร้อมของกลาง ได้แก่ รถยนต์ เฮโรอีน จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่ายาเสพติดทั้งหมดเป็นของ นาง ม. ซึ่งพนักงานสอบสวนจับนาง ม. และผู้ต้องหาได้รวม 4 รายส่งให้อัยการจังหวัดน่านฟ้อง พร้อมกับริบของกลางไว้ทั้งหมด

นายประยุทธ กล่าวอีกว่า หลังจากนั้น ป.ป.ส. ได้ทำการสอบสวนเส้นทางธุรกรรมทางการเงิน และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ผู้ต้องหาใช้พบว่ามีการติดต่อกับเครือข่ายค้ายาเสพติดในประเทศมาเลเซีย และเมียนมา 10 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ต้องหาที่มีเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน 4 คน ส่วนอีก 3 คนทำหน้าที่เป็นนักบิน หรือขนยาเสพติดจากไทยไปมาเลเซีย ซึ่งความผิดในคดีนี้ถือว่าเป็นการกระทำผิดนอกราชอาณาจักร อธิบดีอัยการภาค 5 ชี้แจงว่า คดีดังกล่าวเป็นความผิดนอกราชอาณาจักรเกินอำนาจของอัยการพื้นที่ จึงส่งสำนวนกลับไปให้อัยการสูงสุดพิจารณา สำหรับประเด็นที่ต้องการชี้แจงเบื้องต้นคือ ขณะนี้อัยการภาค 5 มีคำสั่งฟ้องตัวการหลักคือ นาง ม. กับพวกพร้อมริบทรัพย์ไปแล้ว แต่คดีความผิดนอกราชอาณาจักร ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ต้องรอการตรวจสอบโดยละเอียดจากอธิบดีอัยการภาค 5 ก่อน คาดว่าจะทราบผลภายใน 7 วัน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้นายกฯ’ กำชับ ‘มท.-ผวจ.’ เตรียมรับมือพายุฝน ลงพื้นที่อุบลฯ 15 ต.ค.
บทความถัดไปปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานพิธีรับมอบผ้าไตรพระราชทานและย่ามที่ระลึกโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ประจำปี 256