ศาลอุทรณ์พิพากษาเเก้จำคุก 2 จำเลยฉ้อโกงหุ้น บ.สตาร์มาร์คฯคนละ 2 ปี ร่วมคืนหุ้น 1.8 หมื่นหุ้น

ศาลแขวงพระนครเหนืออ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 1 เป็นโจทก์ นายสมชาย ศรีสกุลภิญโญ ผู้ก่อตั้งบริษัท สตาร์มาร์คแมนูแฟคเชอร์ริ่ง จำกัด ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ เครื่องหมายการค้า “สตาร์มาร์ค” รายใหญ่ของประเทศ โจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายพีรพัฒน์ หรือพัฒน์ปกรณ์ ศรีสกุลภิโญ, นายธวัชชัย หรือธนัฏฐ์โชค ศรีสกุลภิญโญ, น.ส.กรองกาญจน์ หรือจารวี อารยะญาณ หรือชลัมพ์ภากร เเละนายพันธ์ศักดิ์ วสันตกิจกำจร เป็นจำเลยที่ 1-4 ในคดีนี้ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา

โจทก์ฟ้องว่าระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ย.58 ต่อเนื่องกันทั้งเวลากลางวันและกลางคืนจำเลยทั้ง 4 กับพวกรวม 5 คนร่วมกันหลอกลวง นายสมชาย ศรีสกุลภิญโญ ผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอก ให้แจ้งว่าจะนำบริษัทสตาร์มาร์คแมนูแฟคเชอร์ริ่ง จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่าราคาหุ้น ทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นมากผู้เสียหายในฐานะผู้ถือหุ้น จะได้รับประโยชน์เป็นเงินจำนวนมากจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่ผู้เสียหายต้องโอนหุ้นของผู้เสียหายร้อยละ 4.5 ของหุ้นทั้งหมดจำนวน 18,000 หุ้นให้แก่ น.ส.นันทนา ศรีสกุลภิญโญ พวกของจำเลยทั้ง 4 ถือไว้แทนเป็นหุ้นกองกลาง เพื่อใช้บริหารราคาหุ้นทำกำไร หลังจากบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วและผู้เสียหายต้องลาออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท เพราะการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินประมาณ 300 ล้านบาท กรรมการของบริษัททุกคนต้องค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว ซึ่งเป็นความเท็จ

ความจริงจำเลยทั้ง 4 กับพวกไม่มีเจตนาจะนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินกรรมการของบริษัททุกคนไม่ต้องค้ำประกันเงินกู้จำเลยทั้ง 4 กับพวกต้องการหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนหุ้นของบริษัทฯ ให้จำเลยทั้ง 4 กับพวกและต้องการให้ผู้เสียหายลาออกจากกรรมการของบริษัท การหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนหุ้นของผู้เสียหาย 18,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาทให้แก่ น.ส.นันทนา และลาออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ทำให้จำเลยทั้ง 4 กับพวกได้หุ้นดังกล่าวจากผู้เสียหายและได้สิทธิ์ในการบริหารบริษัท ต่อมาวันที่ 4 เม.ย.2560 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้ง 4

ชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ เหตุเกิดที่ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา และแขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 341 และให้จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันคืนหุ้น 18,000 หุ้น หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,800,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ”

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนหุ้นของบริษัทสตาร์มาร์คแมนูแฟคเจอริ่ง จำกัดจำนวน 18,000 หุ้น แก่โจทก์ร่วม หากไม่สามารถคืน หุ้นได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,800,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ต่อมามีการยื่นอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ น.ส.นันทนา ศรีสกุลภิญโญ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันและจำเลยที่ 4 เป็นน้องภรรยาของจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้น1ใน7คนของบริษัทสตาร์มาร์คแมนูแฟคเชอร์ริ่ง จำกัด มีหุ้น 98,000 หุ้นต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2558 โจทก์ร่วมโอนหุ้นบริษัทจำนวน 18,000 หุ้นให้ น.ส.นันทนา และลาออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท โดยจดทะเบียนออกจากการเป็นกรรมการวันที่ 22 พ.ค.58 ต่อมาวันที่ 8 ธ.ค.58 น.ส.นันทนา ทำสัญญาโอนหุ้นจำนวน 80,000 หุ้นให้จำเลยที่ 4 และในวันเดียวกันได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจาก น.ส.นันทนา เป็นชื่อจำเลยที่ 4 ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานรับของโจรโดยอ้างว่าการโอน ขายหุ้นระหว่าง น.ส.นันทนา กับจำเลยที่ 4 สืบเนื่องจากโจทก์ร่วมถูกหลอกให้โอนหุ้นแก่ น.ส.นันทนา การรับโอนหุ้นของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการกระทำไม่สุจริตและเป็นการฉ้อฉล เพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมติดตามหุ้นคืนได้เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้อง เป็นเพียงข้อแตกต่างที่ไม่ใช่สาระสำคัญและจำเลยที่ 4 มิได้หลงต่อสู้

ศาลมีอำนาจลงโทษ ฐานรับของโจรได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสาม เห็นว่าจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ข้อหาฉ้อโกง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีส่วนร่วมกระทำการใดขนาดตกลงโอนหุ้นของโจทก์ร่วมให้ น.ส.นันทนา และมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 4 มีการกระทำไม่สุจริตแต่อย่างใด โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานรับของโจร นั้นเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังจากการพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 4 เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายหาใช่เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายไม่

อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือมีความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ได้ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาตรา 22 ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่าความผิดฐานฉ้อโกงต้องเป็นการกระทำโดยทุจริตหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ข้อความอันเป็นเท็จหมายความว่าข้อความที่แสดงเป็นเหตุการณ์ข้อเท็จจริง และเหตุการณ์ข้อเท็จจริงนั้นไม่ตรงกับความจริงในขณะ ที่แสดงอาจเป็นข้อเท็จจริงในอนาคตย่อมจะเป็นการกล่าวหาไม่ได้ เพราะการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดจะเป็นเท็จในขณะที่กล่าวไม่ได้ทางนำสืบโจทก์เป็นเรื่องการกล่าวถึงการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตั้งใจจะนำบริษัท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และวิธีการนำเข้าจดทะเบียนเป็นเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็นำสืบรับถึงความต้องการที่จะนำบริษัท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จริงในวาระการประชุมที่ 6 มีการชี้แจงรายละเอียดถึงเรื่องนี้แต่อุปสรรคที่ทำให้การนำบริษัท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังไม่สำเร็จเห็นว่าบริษัทสตาร์มาร์คแมนูแฟคเชอร์ริ่ง จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อปี 2534 ขณะก่อตั้งมีเพียงโจทก์ร่วมและนายปรีชา เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น และมีภรรยาของโจทก์ร่วมและภรรยาของนายปรีชา ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นส่วนพี่น้องของโจทก์ร่วมคนอื่นถือหุ้นในจำนวนน้อยมีลักษณะเป็นการถือหุ้นให้ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดไว้ในการจัดตั้งบริษัทที่ต้องมีผู้ร่วมก่อการจำนวน 7 คนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นในขณะที่มีการจัดตั้งบริษัทแต่อย่างใดแต่เข้าถือหุ้นเมื่อปี 2546 หลังจากจัดตั้งบริษัทเป็นเวลาถึง 12 ปี และเข้าเป็นกรรมการของบริษัท เมื่อปี 2550 บริษัท จึงไม่น่าจะเป็นของครอบครัว ซึ่งเป็นของพี่น้องทุกคนมาตั้งแต่แรก การรับฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นได้ความจากพยานบุคคล พยานเอกสาร และวัตถุพยานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มารับฟังตามลำดับช่วงเวลาที่เกิดเหตุตั้งแต่ประมาณเดือน ก.พ.58 ที่มีการพูดคุยเรื่องที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะทำให้ผู้ถือหุ้นมีรายได้จากการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาคดีนี้หลักเกณฑ์การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีระเบียบกำหนดไว้ชัดเจน หากดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอน ที่กำหนดจะไม่เกิดปัญหาแต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ฟ้องร้องเป็นคดีความหลายเรื่อง

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่ามีการพูดคุยระหว่างผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้แล้ว จึงมีการโอนหุ้นให้แก่กัน และโจทก์ร่วมลาออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ หลังจากที่โจทก์ร่วมออกจากการเป็นกรรมการบริษัท จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัทฯต่อ นางสาวนันทนาโอนขายหุ้นไปให้แก่จำเลยที่ 4 โดยไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 บอกว่าจะให้หุ้นในส่วนที่ น.ส.นันทนา ถือไว้แทนเพื่อทำกำไรจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกต่อไป และแคชเชียร์เช็คที่นำมาชำระค่าซื้อหุ้นมีการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และสั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 4 ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 4 ได้นำเงินตามเช็คที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ่ายเป็นค่าหุ้นให้แก่ น.ส.นันทนา มีระยะเวลาห่างกันเพียง 4 วัน เชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมรู้เห็นเกี่ยวกับการโอนขายหุ้นระหว่าง น.ส.นันทนากับจำเลยที่ 4 และยังมีการร่วมกันจัดตั้งบริษัทสตาร์มาร์ค(ประเทศไทย)จำกัดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนทำสัญญากับลูกค้าที่เคยเป็นลูกค้าของบริษัทตามสัญญาเอกสารหมายเลข จ.21 จ.22 จ.26 จ.29 จ.35 และจ.36 โจทก์ร่วมไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทสตาร์มาร์ค(ประเทศไทย)จำกัด ด้วย คงมีแต่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 น.ส.นันทนาและนางพรเพ็ชร วสันตกิตกำจร เป็นผู้ถือหุ้นและมีจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และน.ส.นันทนา สลับกันเข้าเป็นกรรมการ

ทั้งที่เดิมมีบริษัทสตาร์มาร์คจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายให้แก่บริษัทอยู่แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ ยังร่วมกันแก้ไขวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ โดยไม่ชอบและทำสัญญาให้บริษัทฯ เข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทสตาร์มาร์ค(ประเทศไทย)จำกัดตามคำพิพากษาเอกสาร จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัท ไม่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการเงินและบัญชีของบริษัท เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เห็นได้จากงบการเงินของบริษัทในปี 2557 ถึงปี 2558 ตามเอกสารหมาย จ.17 และ จ.18 ไม่ได้จัดให้มีการรับรองไว้โดยผู้ตรวจสอบบัญชีผู้ได้รับอนุญาตและขึ้นทะเบียนเป็นผู้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เพื่อให้เข้าตามหลักเกณฑ์การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย น.ส.ภัสราพร และ นายบวรสิทธิ์ ไม่ได้เป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนไว้กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีหลักเกณฑ์ตามเอกสารหมาย จ.8 กำหนดให้ บริษัทต้องมีงบการเงินที่รับรองโดยผู้ตรวจสอบบัญชีผู้ได้รับอนุญาตที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนไว้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยที่ 1-2 คนละ 2 ปี นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ธรรมนัส’ ลงพื้นที่ ‘สระบุรี’ ช่วยเหลือ ปชช.ประสบภัย ลั่นมองระยะยาว จะแก้ไม่ให้ท่วมซ้ำซากอีก
บทความถัดไปสิ้นเดือนนี้หนาวแน่! อุตุฯ เล็งประกาศเข้าหนาวเป็นทางการ ชี้ เหนือ-อีสาน ยะเยือกก่อน