อัยการธนกฤตกางข้อกฎหมาย ตร.ไม่มีอำนาจเรียกสาวอุดร ลั่นคำต่อหน้าบิ๊กตู่ ‘ทำงานไม่ได้เกษียณไป’

‘อัยการธนกฤต’ กางข้อกฎหมาย ตำรวจไม่มีอำนาจเรียกสาวอุดร หลังพูดต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ ‘ทำงานไม่ได้ก็เกษียณไป’ ชี้คำสั่งที่กฎหมายไม่ให้อำนาจคำสั่งนั้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย คนถูกเรียกจึงไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบ

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณีที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ได้แจ้งให้ น.ส.หญิง (นามสมมุติ) แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี มาทำประวัติที่ สภ.บ้านดุง จากการที่ น.ส.หญิงไปพูดต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า “อยากให้มาพัฒนาเยอะๆ แต่หากพัฒนาไม่ได้ ขอให้นายกฯเกษียณไปเร็วๆ นะคะ ให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทน” ซึ่งต่อมาโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้ปฏิเสธว่าข่าวนี้ไม่เป็นความจริง ว่าอย่างไรก็ตาม มีประเด็นข้อกฎหมายที่ควรพิจารณาในเรื่องอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเรียก น.ส.หญิง มาทำประวัติในกรณีนี้ ว่าหากจะมีการเรียก น.ส.หญิง มาทำประวัติจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งผมขอให้ความเห็นทางวิชาการทางกฎหมายในเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของตนเอง และสำหรับท่านที่สนใจศึกษาไว้เป็นความรู้ ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย คณะ 3 ซึ่งพิจารณาอุทธรณ์เรื่องทะเบียนประวัติอาชญากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่เป็นประจำมาโดยตลอด และเป็นอาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชาสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ชั้นปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วย

ตามหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม รวมทั้งหลักกฎหมายมหาชน เจ้าหน้าที่รัฐจะกระทำการสิ่งใดได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจไว้ ถ้าไม่มีกฎหมายให้อำนาจในเรื่องใดไว้ เจ้าหน้าที่รัฐจะกระทำการในเรื่องนั้นไม่ได้ เพราะมีความสุ่มเสี่ยงที่จะไปกระทบกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้

ในเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเรียกบุคคลใดไปทำประวัติ ซึ่งก็คือการพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อทำประวัติและตรวจสอบประวัตินั้น ถ้าพิจารณาดูจากระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ พ.ศ.2554 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 11 จะพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีอำนาจจัดให้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือได้เฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ผู้ต้องหาคดีอาญาทุกประเภท เว้นแต่ผู้ต้องหาในคดีบางประเภทตามที่ระเบียบนี้กำหนดไว้
(2) ศพซึ่งตายผิดธรรมชาติ หรือตายในระหว่างอยู่ในการควบคุมของเจ้าพนักงาน
(3) การขออนุญาตทำการอย่างใด หากมีกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการกำหนดคุณสมบัติให้ตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ขออนุญาต เพื่อจะได้ทราบประวัติต้องหาคดีอาญาสำหรับประกอบการพิจารณา
(4) การพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้สมัครเข้ารับราชการหรือเข้าทำงานในหน่วยงานต่างๆ

คำพูดของ น.ส.หญิง ที่กล่าวมาข้างต้น หากพิจารณาดูแล้วยังไม่น่าจะถือว่าเป็นการกระทำความผิดทางอาญา จึงยังไม่ถือว่า น.ส.หญิง เป็นผู้ต้องหาในการกระทำความผิดอาญาในเรื่องนี้

ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านดุง จะเรียก น.ส.หญิง ไปทำประวัติด้วยการพิมพ์ลายนิ้วมือ หรือด้วยวิธีการอื่นใด หรือเรียกเพื่อไปดำเนินการในเรื่องใดที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของ น.ส.หญิง โดยที่ น.ส.หญิง ยังไม่ได้เป็นผู้ต้องหาในการกระทำความผิดอาญา และโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ จึงไม่สามารถกระทำได้

และหากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านดุง จะมีคำสั่งเรียกให้ น.ส.หญิง ไปทำประวัติไม่ว่าจะด้วยการพิมพ์ลายนิ้วมือหรือด้วยวิธีการอื่นใด ทั้งที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ คำสั่งนั้นย่อมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจรองรับการออกคำสั่งไว้ น.ส.หญิง จึงไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon