หมอชนบทจับมือกรีนพีซฟ้อง คกก.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ-รมว.ทส.-รมว.อก. แก้ฝุ่น PM2.5 อืด

หมอชนบทจับมือกรีนพีซฟ้อง คกก.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ-รมว.ทส.-รมว.อก. ฝุ่น PM2.5 ล่าช้า ทำให้ประชาชนประสบปัญหาสุขภาพ

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ที่ศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว มูลนิธินิดิธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ สภาลมหายใจเชียงใหม่ สภาลมหายใจภาคเหนือ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ และ น.ส.นันทิชา โอเจริญชัย นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Climate Strike Thailand ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมและประชาชนที่ติดตามและผลักดันรณรงค์การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ได้เดินทางมายื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.), รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), และ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ต่อศาลปกครองกลางว่า ละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ล่าช้าเกินสมควร ส่งผลให้พื้นที่ กทม.และพื้นที่ภาคเหนือมีค่าฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 สูงกว่ามาตรฐาน และทำใหัประชาชนต้องประสบปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรงมายาวนาน

มูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียวและเครือข่ายทั้ง 7 ราย ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ กก.วล.ออกประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง กำหนดมาตรฐาน ฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ในบรรยากาศทั่วไป ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล คือค่าเฉลี่ยราย 24 ชั่วโมงของฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 อยู่ที่ 37 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีของฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 อยู่ที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และให้ กก.วล. กับ รมว.ทส. ออกประกาศค่ามาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียประเภทฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 จากโรงงานอุตสาหกรรมและกิจการประเภทอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นละออง PM2.5 ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล

รวมทั้งให้ รมว.อก. ออกประกาศกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายสิ่งแวดล้อม ให้มีค่าปริมาณฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ไม่เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด และเทียบเท่ามาตรฐานสากล พร้อมกับออกประกาศกำหนดประเภทสารมลพิษหรือสารเคมีที่โรงงานต้องจัดทำรายงานข้อมูล ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 27 (พ.ศ.2563) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 โดยมีการรายงานฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 อยู่ในบัญชีมลพิษและสารเคมีเป้าหมาย และจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษรวมถึงมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนภาคประชาสังคม สามารถมีส่วนร่วมตรวจสอบ ป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้

Advertisement

น.ส.อัลลิยา เหมือนอบ ผู้ประสานงานรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า การแก้ปัญหาพีเอ็ม 2.5 ให้ได้ผล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรมมีหน้าที่ต้องกำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษ จากแหล่งกำเนิดเพราะการป้องกันไม่ให้ปลดปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดย่อมจัดการง่ายและใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่า

การจัดการที่ปลายเหตุ และยังช่วยป้องกันผลกระทบต่อประชาชนทุกคนได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักในการแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ตามมติที่คณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2562 กลับดำเนินการล่าช้าและไม่เป็นไปตามแผน

ด้านนายสุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เมื่อความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ยังดำรงอยู่ กระทบต่อสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชนการลุกขึ้นตรวจสอบอำนาจรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นภารกิจของประชาชนทุกคน การฟ้องร้องคดีนี้มุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการแก้ไขปัญหาฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายรับรองและคุ้มครองไว้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image