เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 6 พฤษภาคม ที่ สน.ลุมพินี พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง ผบช.น. ดูแลด้านกฎหมายและคดี เดินทางมาร่วมสอบปากคำนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในคดีกระทำอนาจารหญิงสาว อายุ 26 ปี โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง และผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สน.ลุมพินี ในวันเดียวกัน
พล.ต.ต.ไตรรงค์เปิดเผยว่า ในวันนี้เป็นคดีที่ผู้เสียหายได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง โดยผู้เสียหายเข้าแจ้งความไว้ตั้งแต่วันเกิดเหตุ ซึ่งมีการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในเบื้องต้นแล้ว โดยวันนี้พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา ในข้อหากระทำอนาจารฯ และผู้เสียหายได้ชี้ภาพจุดเกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคดีนี้ เป็นคดีที่ 4 ของ สน.ลุมพินี เป็นคดีที่ 5 ของพื้นที่นครบาล หากรวมคดีที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.เพชรบุรี จะเป็นคดีที่ 7 ส่วนคดีที่เหลือต้องรวบรวมหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบเพราะบางคดีเกิดมานาน เหยื่อจำวันเวลาที่แน่นอนไม่ได้ โดยเป็นประเด็นสำคัญที่ตำรวจต้องตรวจสอบพยานหลักฐานว่าผู้ต้องหาและเหยื่อได้มาพบกันจริง
พล.ต.ต.ไตรรงค์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีมีแชตหลุดนั้น หากนายปริญญ์จะนำมาเป็นข้อหักล้างทางคดีก็สามารถกระทำได้โดยนำหลักฐานมามอบให้พนักงานสอบสวน ซึ่งได้แจ้งให้ผู้ต้องหาและทนายความทราบแล้ว แต่ยังไม่มีทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหาให้ข้อมูลส่วนนี้มา ซึ่งได้สั่งให้ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบแล้ว
ต่อมาเวลา 11.13 น. พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี นำตัวนายปริญญ์ออกจาก สน.ลุมพินี ไปฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยนายปริญญ์มีสีหน้าเรียบเฉย และไม่ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนแต่อย่างใด

ต่อมาที่ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้ยื่นคำร้องฝากขังผ่านระบบจอภาพทางไกลครั้งแรกนายปริญญ์ ผู้ต้องหาคดีกระทำผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ต่อหน้าธารกำนัลและกระทำอนาจาร แก่บุคคลอายุมากกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้
โดยพนักงานสอบสวนระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อประมาณวันที่ 24-25 ตุลาคม 2563 ผู้เสียหายรู้จักนายปริญญ์ ผู้ต้องหา ตอนไปหาเสียงทางการเมืองที่ จ.ศรีสะเกษ จึงได้เข้าไปทักทาย และมีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้เพื่อติดต่อ เนื่องจากเห็นว่า เป็นคนน่าเชื่อถือ ต่อมาเมื่อ 13 พฤษภาคม 2563 ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ที่กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาได้โทรศัพท์มาชวนไปที่ห้องส่วนตัว เพื่อไปปรึกษาทำโครงการเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคม ที่คอนโดทาวเวอร์พาร์ค ผู้เสียหายจึงเดินทางไปพบตามคำชักชวน ระหว่างอยู่ในลิฟต์ผู้ต้องหาได้ลวนลามผู้เสียหาย เมื่อขึ้นไปถึงชั้น 20 ผู้ต้องหาพาผู้เสียหายเข้าไปในห้องพักและได้พยายามชักชวนให้ผู้เสียหายดื่มไวน์ แต่ผู้เสียหายปฏิเสธไม่ยอมดื่มด้วย
นอกจากนี้ ผู้ต้องหาได้ลวนลามผู้เสียหาย ซึ่งพยายามขัดขืน แต่อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หลังจากนั้นผู้เสียหายจึงขอตัวกลับเวลา 19.30 น. ผู้เสียหายได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.ลุมพินี ในวันเดียวกัน เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 281(2), 91 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2526 มาตรา 11
เหตุเกิดภายในลิฟต์ และในห้องพักคอนโด แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.42-19.30 น. ต่อเนื่องกัน
ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนยังต้องสอบพยาน อีก 7 ปาก, รอผลตรวจของกลางและรอผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา จึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้มรกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 6-17 พ.ค.นี้
ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวน ขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์กระทำผิดของผู้ต้องหามีลักษณะเป็นภัยสังคม ทั้งมีผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ผู้ต้องหาอีกหลายราย ทั้งผู้ต้องหาเคยมีที่พำนักอยู่ต่างประเทศ ประกอบกับผู้ต้องหามีฐานะทางสังคม ซึ่งอาจจะไปข่มขู่พยานและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากปล่อยตัวไปเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี หรือก่อเหตุร้ายประการอื่น จึงขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหานี้ แต่หากศาลอนุญาตให้ผู้ต้องหาประกันตัว ขอให้กำหนดเงื่อนไข ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาไปข่มขู่พยาน ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และเดินทางออกนอกประเทศ

