อัจฉริยะควงแม่แตงโม เข้าแจงปมส่งโทรศัพท์ให้บังแจ็ค ‘บิ๊กแจง’ สอบปากคำเอง

7.06.22 | 11:37 น.

อัจฉริยะควงแม่แตงโม เข้าชี้แจงปมส่งโทรศัพท์ให้บังแจ็ค ‘บิ๊กแจง’ สอบปากคำเอง ชี้มี 30 ประเด็นสงสัย ด้านแม่เผยไม่กังวล ยังเชื่อมั่นในตัวบัง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 มิถุนายน ที่​กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมด้วย นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่ของ น.ส.นิดา พัชรวีระพงษ์ หรือแตงโม เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บช.สอท. เพื่อชี้แจงถึงกรณี ส่งโทรศัพท์ของแตงโมให้บังแจ็คจนมีการปล่อยภาพที่กู้คืนมาได้จากโทรศัพท์ลงในสื่อสังคมออนไลน์

โดยทันทีที่มาถึง นางภนิดากล่าวเพียงว่า วันนี้ไม่มีความกังวลที่ต้องมาให้ปากคำ ยังมีความเชื่อมั่นในตัวบังแจ็ค เนื่องจากเป็นคนอัธยาศัยดี และมีเพื่อนในประเทศไทยอยู่เยอะ ก่อนจะเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยมี พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. เข้าสอบปากคำด้วยตนเอง

ด้าน พล.ต.ท.กรไชย เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้เชิญนางภนิดาเข้าชี้แจงกรณีส่งโทรศัพท์ของแตงโมให้บังแจ็ค และบังแจ็คได้นำข้อมูลในโทรศัพท์ไปเผยแพร่ ส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง และภาพลักษณ์ของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยขณะนี้ได้ทำการปิดบัญชีเฟซบุ๊กที่บังแจ็คใช้เผยแพร่ข้อมูลจากโทรศัพท์ในประเทศไทยแล้ว ส่วนของที่สหรัฐอเมริกานั้นกำลังประสานอยู่ โดยมีประเด็นข้อสงสัยที่จะต้องสอบถามนางภนิดากว่า 30 ประเด็น ว่ามีความจำเป็นอย่างไรจึงมอบโทรศัพท์ให้บังแจ็คที่อยู่ต่างประเทศ ทั้งที่ในประเทศไทยก็มีบุคคลที่ไว้ใจได้ เช่น แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์, นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ ส.ส.เต้ และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์

และจะสอบถามถึงประเด็นว่าปัจจุบันบังแจ็คได้ส่งโทรศัพท์มือถือดังกล่าวคืนให้กับนางภนิดาแล้วหรือไม่ ซึ่งทางตำรวจ บช.สอท.สามารถขอเรียกโทรศัพท์ดังกล่าวมาตรวจสอบเพิ่มเติมได้ภายหลังหากตำรวจมีข้อสงสัยที่เกี่ยวกับการสอบสวนมาตรวจสอบกรณีนี้ รวมถึงประเด็นว่ามีค่าตอบแทนในการส่งโทรศัพท์ให้บังแจ็คหรือไม่

Advertisement

พล.ต.ท.กรไชยกล่าวอีกว่า ซึ่งหากพบว่าบังแจ็คมีการกระทำความผิดก็จะเข้าสู่การออกหมายแดงเข้าสู่กระบวนการติดตามตัวมาดำเนินคดีในประเทศไทย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 บัญญัติว่า ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทําลงนอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบหรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทําการสอบสวนแทนได้

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวเห็นว่าบังแจ็คเป็นคนเพ้อเจ้อ ไม่ใช่ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแต่อย่างใด ซึ่งการสอบปากคำครั้งนี้จะอนุญาตให้นางภนิดาและทนายความเข้าไปร่วมสอบปากคำกับพนักงานสอบสวนเท่านั้น จะไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปร่วมฟังการสอบปากคำ เพื่อป้องกันไม่ให้นำข้อมูลออกไปเปิดเผยสู่สาธารณชน

ภายหลังการสอบปากคำ พล.ต.ท.กรไชย เปิดเผยว่า เบื้องต้นนางพนิดาให้การว่าเป็นไปตามข้อมูลที่เกิดขึ้น และได้ทราบถึงความจำเป็นที่นางพนิดาต้องให้โทรศัพท์กับบังแจ็ค เนื่องจากต้องการจะรู้ความจริง โดยภายในสัปดาห์นี้บังแจ็คจะส่งโทรศัพท์กลับคืนมา ซึ่งตนคิดว่าควรจะส่งมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ข้อมูลที่อยู่ในโทรศัพท์จะอยู่ครบหรือถูกเปลี่ยนแปลงหรือไม่นั้น ต้องขอดูตัวเครื่องก่อน เพราะยังไม่มั่นใจในตัวบังแจ็ค ส่วนจะมีการซื้อขายโทรศัพท์หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบในเรื่องนี้ แต่ถ้ามีการซื้อขายก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องคดี ซึ่งทางนางพนิดานั้น เมื่อได้รับโทรศัพท์คืนมา ก็จะส่งให้ทางตำรวจ บช.สอท. ทันที และในวันนี้ นางพนิดายังได้มอบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวให้กับตำรวจเพื่อทำการเพื่อเก็บข้อมูลไว้แล้วเช่นกัน โดยประเด็นกว่า 30 ประเด็นที่ได้สอบถามไป นางพนิดาก็ให้การครบถ้วน ส่วนที่บังแจ็คอ้างว่าได้รับอนุญาตจากนางพนิดาให้โพสต์นั้น นางพนิดาบอกว่าให้อนุญาตแค่บางครั้ง บางครั้งก็เป็นการโพสต์เกินสิ่งที่ตกลงกันไว้ ก็ขอให้เลิกพฤติกรรมการนำข้อมูลของแตงโมไปเผยแพร่ ทั้งนี้ ขออย่านำตนไปเกี่ยวข้องกับคดีของบุคคลบนเรือ เนื่องจากหน้าที่ของตนเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเทคโนโลยีเท่านั้น

ด้านนายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า สาเหตุที่นางพนิดายอมส่งโทรศัพท์มือถือให้บังแจ็ค เพราะอ้างว่าสามารถช่วยปลดล็อคโทรศัพท์มือถือของแตงโมได้ โดยยืนยัน ว่าไม่มีเรื่องเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้ ยืนยันว่าได้หารือกับนางพนิดาแล้ว เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล พร้อมที่จะเปิดข้อมูลหลักฐานสำคัญทุกอย่าง โดยขณะนี้ทราบว่า นาฬิกากับสร้อยคอของแตงโมหายไป และอยู่ระหว่างการติดตามข้อมูลสิ่งของที่สูญหายนี้มากกว่าที่จะให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานต่างๆ ที่บังแจ็คกล่าวอ้าง หากบังแจ็คมีหลักฐานสำคัญจริง ก็คงจะเปิดเผยไปนานแล้ว โดยในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ จะไปร้องเรียน แพทยสภา ให้ตรวจสอบจริยธรรม แพทย์คนหนึ่งที่ให้คำแนะนำกับพนักงานสอบสวนคดีนี้ จากนั้นจะเข้าไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิดกับเอกชนรายหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องคราบเลือดที่พบบนเรือ ที่กองบังคับการปราบปราม

ขณะที่ นางพนิดา ยืนยันว่า ไม่ทราบว่าในประเทศไทย มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถกู้โทรศัพท์มือถือได้ เพราะก่อนหน้านี้ได้ติดต่อกับบริษัทซึ่งเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้กู้โทรศัพท์มือถือแล้ว แต่ในขณะเดียวกันมีผู้สื่อข่าวสำนักข่าวหนึ่ง แนะนำให้รับโทรศัพท์ของบังแจ็ค ที่ก่อนหน้านี้พยายามติดต่อมาตลอด จนตนตัดสินใจพูดคุยกับบังแจ็ค ซึ่งอ้างว่าทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเรือทุกอย่าง โดยมีผู้มาสารภาพกับบังแจ็ค ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเรือทั้งหมดเป็นเช่นไร จึงทำให้ตัดสินใจส่งโทรศัพท์ให้บังแจ็ค ส่วนการที่บังแจ็คอ้างว่าได้โอนจำนวน 300,000 บาท ให้นั้น ไม่ได้เป็นการจ่ายค่าโทรศัพท์ แต่เป็นการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านเวสเทิร์นยูเนี่ยนให้กับพยานคนหนึ่งในคดี ที่ได้มาเล่าความจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทราบ ซึ่งขณะนี้บังแจ็คยืนยันว่าจะส่งโทรศัพท์คืนกลับมาให้ โดยในโทรศัพท์มือถือไม่มีภาพโป๊ หรือข้อมูลที่ไม่เหมาะสมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ตนไม่รู้สึกว่าการส่งโทรศัพท์ให้บังแจ็คจะเป็นการตัดสินใจผิดพลาด เพราะตนอยากรู้ความจริง ขณะนั้นรู้สึกจนปัญญาแล้ว

ขณะที่ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ ส.ส.เต้ ซึ่งเดินทางตามมาหลังการสอบปากคำนางพนิดาแล้วเสร็จ เปิดเผยว่า วันนี้ได้มาให้กำลังใจนางพนิดาและนายอัจฉริยะ รวมทั้งพูดคุยสอบถามในรายละเอียดของเอกสารราชการ และเอกสารทางธุรกรรมต่างๆ ที่เป็นหลักฐานเตรียมไว้ฟ้องตรงในคดีฆาตกรรม โดยจะยื่นฟ้องศาลภายในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ โดยขณะนี้ตนเองยังมีกำลังใจยังดีอยู่ แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงมีความพยายามจะสกัดกระบวนการพิสูจน์ความจริง เหมือนกลัวว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ส่วนบังแจ็คถือเป็นคนที่นางพนิดาไว้ใจ ก็ต้องรักษาน้ำใจกัน แม้ว่าอัจฉริยะจะไม่ให้ราคาก็ตาม