‘บิ๊กเด่น’ เผยจับแล้วแก๊งจีนอุ้มฆ่าน.ศ.ชาติเดียวกัน กางข้อกม.ทางการจีนดำเนินคดีได้
เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เปิดความคืบหน้ากรณีที่แก๊งชาวจีนจับ น.ส.จิน ซ่าน (Ms.Jin Can) อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะดนตรี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ชาวจีนที่มาเรียนในไทยเรียกค่าไถ่ จำนวน 5 แสนหยวน หรือ 2.5 ล้านบาท ก่อนมาพบศพยัดถุงในลักษณะถูกมัดมือมัดเท้าทิ้งศพอยู่ในร่องน้ำป่ากล้วยติดถนนจงถนอม-วัดต้นเชือก หมู่ 6 ต.บางใหญ่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ว่าได้รับรายงานว่าทางการจีนสามารถจับกุม นายโจว เผิงเฟย อายุ 24 ปี, นายเฉิน ไซกัง อายุ 23 ปี และนายโจว เซี่ยวเฟย อายุ 23 ปี ชาวเมืองเหอเป่ย ประเทศจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้วหลังหลบหนีไปประเทศจีน
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ของไทยได้ส่งพนักงานสอบสวนไปถึงเมืองปักกิ่งแล้ว อยู่ระหว่างเดินทางเข้าไปสอบปากคำผู้ต้องหาร่วมกับทางการจีนถึงสาเหตุการฆาตกรรมครั้งนี้ การสอบสวนจะร่วมกันทั้งสองประเทศเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
โดยขั้นตอนการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ เหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ผู้ต้องหาและผู้เสียชีวิตเป็นคนจีนที่เหตุเกิดนอกประเทศจีนและทางการจีนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ภายในประเทศจีน ทางการจีนสามารถดำเนินคดีได้ที่ประเทศจีน โดยไม่ต้องส่งตัวผู้ต้องหากลับมาประเทศไทย เพราะกฎหมายของประเทศจีน มีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต ซึ่งตามขั้นตอนตำรวจไทยจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ รวมทั้งการแจ้งความที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดี ส่งไปให้ทางการจีนเพื่อพิจารณาคดีในชั้นศาล
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์เปิดเผยอีกว่า ในทางกลับกันหากเป็นคนไทยที่ก่อเหตุฆาตกรรมกันเองที่ต่างประเทศแล้วทางการไทยจับผู้ต้องหาได้ในประเทศไทยก็สามารถนำตัวกลับมาดำเนินคดีที่ไทยได้เช่นกัน ส่วนกรณีที่มีการสอบปากคำหญิงไทยที่เป็นสาวคาราโอเกะวัย 19 ปี ย่านอินทามระ ที่เป็นนกต่อถือว่าให้การที่เป็นประโยชน์ แต่ในรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่าพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหาชาวจีนที่ร่วมกันก่อเหตุฆาตกรรม นศ.สาวชาวจีน ซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ย่านธนบุรี พบว่าเดินทางมาที่ไทยเมื่อวันที่ 8 มี.ค.66 จากนั้นได้มีการจัดหาที่พักอาศัย โดยมีหญิงไทย วัย 19 ปี ที่รู้จักกับกลุ่มผู้ต้องหาผ่านแอปฯ ทำหน้าที่เป็นนางนกต่อ ช่วยแนะนำสถานที่พักอาศัย ยานพาหนะ เส้นทาง รวมทั้งร่วมสนับสนุนก่อเหตุฆาตกรรมอำพราง ที่ผ่านมาทางกลุ่มผู้ต้องหามีความสัมพันธ์รู้จักกับผู้เสียชีวิตระดับหนึ่งตอนอยู่ที่ประเทศจีน และเมื่อมาไทยก็มีการนัดพบกัน และ 1 ใน 3 คนร้ายก็บังคับให้ผู้เสียชีวิตร่วมหลับนอน แต่ถูกปฎิเสธทำให้ไม่พอใจ จนนำมาสู่การวางแผนเรียกค่าไถ่จากบิดาที่อยู่เมืองจีนเป็นเงิน 5 แสนหยวน หรือราว 2.5 ล้านบาท แต่ยังไม่มีการตกลงกัน จนกระทั่งทางการจีนประสานว่าสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนได้ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน และขยายผลจับหญิงไทย อายุ 19 ปี ที่เป็นนกต่อ ดำเนินคดีที่ สภ.บางแม่นาง จ.นนทบุรี และจากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ต้องหาชาวจีนเคยก่อเหตุคดีอาชญากรรมที่จีนมาแล้ว ส่วนรายละเอียดทางคดีเพิ่มเติมตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผล ส่วนรายละเอียดทางคดีได้มอบหมายให้ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 แถลงให้สื่อมวลชนทราบอีกครั้ง
ผบ.ตร. กล่าวว่าวันที่ 5 เมษายน ได้เรียก พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง มาพูดคุยเพื่อวางแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา เรื่องชาวต่างชาติเข้ามาก่อเหตุอาชญากรรมในไทย ซึ่งส่วนหนึ่งต้องมีการทบทวน Visa on Arrival ที่อนุญาตให้คนจีนมาขอทำที่สนามบินปลายทาง ส่วนจะถึงขั้นยกเลิกวีซ่าดังกล่าวกับนักท่องเที่ยวชาวจีนหรือไม่ เห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ตนเองไม่อาจก้าวล่วงได้ ต้องหารือร่วมกันหลายหน่วยงาน
รายงานข่าวแจ้งว่าหญิงไทยคนดังกล่าวเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเหลืออำนวยความสะดวกและรู้เห็นการก่อเหตุทั้งหมดซึ่งทางเจ้าหน้าที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ส่วนจะมีบุคคลอื่นมีส่วนเกี่ยวข้องถึงขั้นร่วมลงมือก่อเหตุด้วยหรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้ต้องรอการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ เบื้องต้น ผู้ต้องหาชาวจีน 3 รายและหญิงไทย 1 ราย รวม 4 ราย ถูกดำเนินคดีข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว เรียกค่าไถ่ เจตนาฆ่า ฆ่าโดยทรมาน ซุกซ่อนอำพรางศพ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการกฎหมายและคดี (ผบช.กมค.) เปิดเผยขั้นตอนการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาชาวจีนที่อุ้มฆ่าชาวจีนด้วยกันและหลบหนีกลับประเทศจนถูกทางการจีนจับกุมว่าเทียบเคียงกับกฎหมายไทยจะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามมาตรา 8 ผู้ใดกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร และกรณีผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทยและรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดเกิดขึ้นหรือผู้เสียหายร้องขอให้ลงโทษ หรือผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหายและผู้เสียหายร้องขอให้ลงโทษถ้าความผิดนั้นเป็นความผิดดังระบุไว้จะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร คือ ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 217 มาตรา 218 มาตรา 221 ถึงมาตรา 223 ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีเกี่ยวกับมาตรา 220 วรรคแรกและมาตรา 224 มาตรา 226 มาตรา 228 ถึงมาตรา 232 มาตรา 237 และมาตรา 233 ถึงมาตรา 236 ทั้งนี้เฉพาะเมื่อเป็นกรณีต้องระวางโทษตามมาตรา 238

