ฎีกายกฟ้อง”สนธิ-พวก”หมิ่นประมาททักษิณ-ไทยรักไทย เสวนาปฏิญญาฟินแลนด์

นายสนธิ ลิ้มทองกุล (ภาพจากแฟ้มคดี)

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม ที่ห้องพิจารณา 913 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1818/2549 ที่ พรรคไทยรักไทย และ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โจทก์ที่ 1-2 มอบอำนาจให้ นายนพดล มีวรรณะ ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว.กทม. นายชัยอนันต์ สมุทวณิช นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระและคอลัมนิสต์ บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด ผู้ให้บริการโทรทัศน์ระบบดาวเทียม ASTV นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล นายพชร สมุทวณิช นายขุนทอง ลอเสรีวานิช กรรมการ บ.ไทยเดย์ฯ บริษัท แมเนจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ.แมเนเจอร์ และนายปัญจภัทร อังคสุวรรณ ผู้ดูแลเว็บไซต์แมเนเจอร์ เป็นจำเลยที่ 1-11 ฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 24-28 พฤษภาคม 2549 พวกจำเลย ร่วมกันจัดเสวนา เรื่อง “ปฏิญญาฟินแลนด์ยุทธศาสตร์ครองเมืองของไทยรักไทย”ซึ่งถ่ายทอดสด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ASTV และเว็บไซต์ผู้จัดการ หมิ่นประมาทโจทก์ ว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปสู่การปกครองในระบอบทักษิณ โดยมุ่งหมายเข้าบริหารประเทศตามปฏิญญาฟินแลนด์ จำเลยปฏิเสธ

คดีนี้ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องจำเลย เพราะเห็นว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ โจทก์ (ขณะนั้น) ในฐานะผู้นำรัฐบาล ที่ประชาชนทั่วไปสามารถพึงกระทำได้ ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกา ขอให้ลงโทษพวกจำเลยด้วย

ในวันนี้ ศาลเบิกตัวนายสนธิ จำเลยที่ 1 มาจากเรือนจำคลองเปรม เพื่อฟังคำพิพากษา ขณะที่จำเลยอื่นมาศาล ขาดเพียงนายชัยอนันต์ สมุทวณิช นักวิชาการอิสระและคอลัมนิสต์ จำเลยที่ 3 ที่มีอาการป่วยหนักไม่ได้เดินทางมาศาล

โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า โจทก์ที่หนึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากได้จัดตั้งรัฐบาล มีโจทก์ที่สอง เป็นนายกรัฐมนตรี โดยโจทก์ทั้งสองบริหารราชการแผ่นดิน ตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา การบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์ทั้ง2 ย่อมมีผลกระทบต่อประชาชนและผลประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งสถาบันสำคัญของชาติ จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสอง เป็นบุคคลสาธารณะด้วย การที่จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันเสวนาในหัวข้อเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ยุทธศาสตร์ครองเมืองของไทยรักไทย เป็นการนำเรื่องราวหรือหัวข้อที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนั้นมาพูดคุยถกเถียงกัน เนื้อหาสาระประกอบด้วย หัวข้อเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์ทั้งสอง คือเรื่องการทำให้พรรคการเมืองหลักพรรคเดียว การปฏิรูประบบราชการ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน แม้จะไม่ปรากฏว่าหัวข้อดังกล่าว เป็นนโยบายที่โจทก์ที่2 แถลงต่อรัฐสภาหรือไม่ แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลของโจทก์ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินอยู่

ทั้งนี้จำเลยที่1-4 หยิบยกเอาการกระทำที่ผ่านมาของโจทก์ที่ 2 มายืนยันว่ามีการกระทำหลายประการที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้แม้พยานโจทก์ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จะได้เบิกความว่า โจทก์ทั้งสองไม่เคยมีแนวคิดหรือการกระทำดังกล่าว แต่โจทก์ทั้งสอง ก็มิได้นำสืบว่าโจทก์ไม่ได้มีการกระทำดังที่จำเลยที่1-4 ได้กล่าวยกตัวอย่างไว้ในการเสวนา จึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2 มีการกระทำดังที่กล่าวไว้จริง

การเสวนาดังกล่าวจึงเป็นการแสดงความเห็นอยู่บนมูลฐานของข้อเท็จจริง ที่จำเลยที่ 1-4 ไม่เห็นด้วยกับการบริหารราชการแผ่นดินของโจทก์ทั้งสอง ขณะเดียวกันยังมีบุคคลที่มีบทบาทหน้าที่ในบ้านเมือง เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.สายหยุด เกิดผล เป็นต้น ที่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารราชการบ้านเมืองของโจทก์ทั้งสองในบางประการเช่นกัน ดังนั้นหัวข้อที่เสวนาจึงเป็นประเด็นที่สังคมยังมีการโต้แย้งถกเถียงกันอยู่

ส่วนประเด็นที่การเสวนามีการใช้ถ้อยคำเรียกโจทก์ที่ 1 ว่า แก๊งเลือกตั้งหรืออั้งยี่เลือกตั้งนั้นได้ความว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้กล่าวในการเสวนา เห็นว่าแม้จำเลยที่ 4 จะใช้ถ้อยคำรุนแรงไปบ้าง แต่ยังถือไม่ได้ว่า เป็นการกระทำที่ทำให้โจทก์ทั้งสองเกิดความเสียหาย ดังนั้นการเสวนาของจำเลยที่ 1-4 จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือประชาชนย่อมกระทำได้ ตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา 329(3) จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ส่วนประเด็นที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ไม่เคยบริหารโดยใช้ปฏิญญาฟินแลนด์หรือยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ตามที่ได้ถูกกล่าวหา เห็นว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้เขียนบทความเรื่องยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ แผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก่อนที่จะจัดการเสวนาดังกล่าวขึ้น

ขณะที่ในการเสวนานั้น จำเลยที่ 1-4 ไม่มีผู้ใดยืนยันว่า โจทก์ที่ 2 ไปร่วมตกลงกับผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยที่ประเทศฟินแลนด์แต่อย่างใด ดังนั้นจำเลยที่1-4 จึงไม่ได้ใส่ความโจทก์ทั้งสองในเรื่องนี้ และการเขียนบทความของจำเลยที่4 เรื่องยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์นั้น เป็นคนละส่วนกับการเสวนา ซึ่งโจทก์ที่2 ได้แยกฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นอีกคดีหนึ่งแล้ว ไม่สามารถนำมาเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1-4 ในคดีนี้ได้

ดังนั้นเมื่อการเสวนาของจำเลยที่ 1-4 ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท จำเลยที่ 5-9 และ 11 ที่โจทก์ระบุว่าเป็นผู้ร่วมจัดเสวนาและนำเอาถ้อยคำไปเผยแพร่ จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทเช่นกัน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย พิพากษายืนให้ยกฟ้อง

ด้านนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของจำเลย กล่าวภายหลังว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาในวันนี้มีรายละเอียดครบถ้วน ชัดเจน บรรยายถึงพฤติการณ์ของระบอบทักษิณได้อย่างเด่นชัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ าสำหรับวันนี้มีผู้เดินทางมาให้กำลังใจนายสนธิจำนวนหนึ่ง โดยนายสนธิมีรูปร่างซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังมีสีหน้ายิ้มแย้มทักทายพูดคุยกับผู้ที่มาให้กำลังใจ

บทความก่อนหน้านี้พณ.บ่มเพาะชาวนาเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เปิดร้านขายข้าวออนไลน์แล้ว 50 เว็บไซต์
บทความถัดไปแบงก์ CIMB เปิดสาขาใน 7-11 เป็นแห่งแรกในประเทศ (คลิป)