ตร.พิมพ์ผิด สลับเลขบัตร ปชช.กับคนร้าย ทำหนุ่มสุดซวย ถูกไล่ออกจากงาน

19.10.23 | 13:45 น.

ตร.พิมพ์ผิด สลับเลขบัตร ปชช.กับคนร้าย ทำหนุ่มสุดซวย กลายเป็นผู้ต้องหา-ถูกไล่ออกจากงาน 


หนุ่มสุดซวยกลายเป็นผู้ต้องหา เพราะเคยแจ้งความลักทรัพย์ ตร.ผิดเต็มๆ สลับเลขบัตรประชาชนกับคนร้าย จนถูกไล่ออกจากงาน ที่ไหนก็ไม่รับ พอทวงถามได้แค่คำขอโทษ

จากกรณีหนุ่มใหญ่ถูกบริษัทไล่ออก เพราะตรวจพบว่าถูกดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์ เจ้าตัวถึงกับงง ในชีวิตไม่เคยไปขโมยของใคร พอไปตรวจสอบพบ เมื่อปี 2564 ตนไปแจ้งความข้อหาลักทรัพย์ แต่ตำรวจดันทำผิดพลาด เอาเลขบัตรประชาชน 13 หลักไปใส่ในชื่อผู้ต้องหา

ล่าสุดเมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 18 ตุลาคม นายปัญญา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี ผู้เสียหาย ได้เดินทางมาขอความช่วยเหลือจากนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เนื่องจากตอนนี้ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ

Advertisement

นายปัญญาเปิดเผยว่า เมื่อปี 2564 มีนักศึกษาฝึกงานอายุ 19 ปี ณ ขณะก่อเหตุได้ขโมยของบริษัทไป เป็นซีพียู 23 ชิ้น และแรม 19 ตัว รวมมูลค่า 249,170 บาท ตนได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของบริษัทให้ไปแจ้งความเอาผิดกับนักศึกษารายนี้ ในวันที่ 22 มีนาคม 2564 ที่ สภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากแจ้งความเสร็จ ตนก็มาทำงานตามปกติ

ต่อมาในวันที่ 8 เมษายน 2564 นักศึกษาฝึกงานที่เป็นคนก่อเหตุก็ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน และยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุลักทรัพย์จริง โดยบอกว่าจะรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับทางบริษัท แล้วเรื่องก็ไปจบที่ศาล และรอลงอาญา 2 ปีในตอนนั้น

นายปัญญากล่าวว่า หลังจากนั้นตนก็ทำงานมาเรื่อยๆ และเปลี่ยนงานบริษัทใหม่ประมาณ 2 บริษัท จนล่าสุดตนได้ทำอยู่บริษัทแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ซึ่งอีก 2 วัน ตนก็จะผ่านทดลองงาน 120 วัน ทางบริษัทได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมพนักงานทุกคน พบว่าตนมีประวัติถูกแจ้งความในข้อหาลักทรัพย์ ตนก็ปฏิเสธไปว่าไม่เคยไปก่อคดีที่ไหน และไม่เคยไปขโมยของใคร จึงได้เดินทางไปที่ สภ.บางปะอิน เพื่อพิสูจน์ว่าไม่เคยก่อเหตุ และอยากรู้ว่าทำไมตนมีประวัติถูกแจ้งความข้อหาลักทรัพย์

ปรากฏว่า เป็นการทำผิดพลาดของตำรวจเจ้าของคดี ที่ใส่เลขบัตรประชาชน 13 หลักของตน สลับกับนักศึกษาฝึกงานที่ขโมยของไป ทำให้ชื่อตนกลายเป็นชื่อผู้ต้องหาแทน ตนจึงถามตำรวจว่า แบบนี้ผมจะต้องทำยังไงต่อ ตำรวจตอบมาว่า “ขอโทษ” อ๋อสลับเลข คือคีย์ผิด ตนจึงได้ถามกลับว่า ใครจะรับผิดชอบ ก็ไม่ได้มีคำตอบให้ และในวันนั้นคนบันทึกจะเป็นคนนึง แต่คนลงระบบคอมพ์จะเป็นอีกคน ตนจึงไม่แน่ใจว่าผิดพลาดจากตรงไหน

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ส่งผลให้ตนได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะทำให้มีคดีติดตัวและมีชื่อในสารบบ ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ทำไมถึงต้องมารับผลการกระทำในครั้งนี้ และไม่คิดว่าการที่ตนทำความดีเพื่อบริษัทแล้วจะได้ผลที่ตามมาแบบนี้ จึงรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับตน

นายปัญญากล่าวว่า นอกจากนี้ตนสงสัยว่าที่ผ่านมาตนเปลี่ยนงานมา 2 บริษัท แต่ทำไมเพิ่งมาตรวจเจอประวัติลักทรัพย์ในปี 2566 จึงต้องการเรียกร้องในสิ่งที่ตนเสียไปทั้งเรื่องงานที่ต้องทำต่อเนื่อง และรายได้ที่ต้องนำมาเลี้ยงครอบครัวนั่นคือสิ่งที่ตนต้องการ ซึ่งตนอาจจะอยู่ที่นี่เป็น 5-10 ปีก็ได้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ แต่ตอนนี้กลับต้องมาเดินหางานใหม่ซึ่งมันไม่ยุติธรรม อีกทั้งตอนนี้ชื่อของตนใน สภ.บางปะอิน ไม่เจอประวัติแล้ว แต่ไปตรวจสอบในกองอาชญากรรมก็ขึ้นเป็นผู้เสียหายอยู่ ตนจึงออกมาร้องในครั้งนี้ เพื่อให้ได้ความยุติธรรมกลับมา

ด้านนายเอกภพกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของนายปัญญาเลย เป็นเรื่องที่ สภ.บางปะอิน ต้องรับผิดชอบ เพราะเขาเป็นพลเมืองดีไปแจ้งความให้บริษัท กลับพบประวัติข้อหาลักทรัพย์ เขาต้องตกงานไปแล้ว ถูกตราหน้าไปแล้ว ตำรวจต้องเยียวยา ตรงนี้ตนต้องคุยกับกระทรวงยุติธรรมเพราะว่าเขาเป็นผู้เสียหาย และในเรื่องของการเปลี่ยนประวัติต้องส่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติแก้ไขประวัติ เบื้องต้น สภ.บางปะอิน ได้มีการลบประวัติไปแล้ว แต่กองทะเบียนประวัติอาชญากรยังคงขึ้นอยู่ ซึ่งตนจะประสานเรื่องการลบข้อมูลให้เร็วที่สุด

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :