“วิษณุ”เปิดสถาปนา9ปี ป.ป.ท. ชี้”ประสิทธิภาพไม่ได้ดูสถิติ..ต้องดูที่จับมือใครดมได้หรือไม่”

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 มกราคม ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานเนื่องในโอกาสครบรอบการสถาปนา 9 ปี ป.ป.ท. พร้อมมอบนโยบายการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ประจำปี 2560 โดยมีนายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ป.ป.ท. พร้อมคณะกรรมการ ป.ป.ท. ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. 300 คน ร่วมงาน ทั้งนี้ในงานมีพิธีสักการะบูชาพระพิฆเนศและพิธีสงฆ์ ได้นิมนต์พระสงฆ์จากวัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ 9 รูป โดยมีพระพรหมมังคลาจารย์ หรือ เจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

ปปท.2

นายวิษณุ กล่าวตอนหนึ่งบนเวทีว่า ในช่วงระยะแรกของ ป.ป.ท. หากพูดตรงๆต้องบอกว่ายังผิดหวังอยู่ พวกทุจริตระดับจิ๋ว ระดับเล็กยังมี การทุจริตหลายเรื่องมีทั้งตัวใหญ่และตัวเล็กที่ร่วมกันทำ ทำให้งานบางอย่างต้องไหลไปที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่เรายังพูดถึงประสิทธิภาพของป.ป.ท. ด้วย ความจริงแล้ว ผลงานไม่ได้ดูที่สถิติ แต่ต้องดูว่าเราสามารถจับมือใครดมได้หรือไม่ พอป.ป.ท.มีการจับกุมผู้กระทำผิดเป็นระดับตัวเล็ก สื่อมวลชนไม่ให้ความสนใจอะไร แต่ถ้าเป็น ป.ป.ช. เวลาเขาจับตัวผู้กระทำผิดได้คนเดียว แต่เป็นตัวใหญ่สื่อมวลชนจะให้ความสนใจ เพราะสามารถเอาไปพาดหัวข่าวได้ ดังนั้นบทบาทของ ป.ป.ท. ในช่วงแรกค่อนข้างน้อย

ปปท.3

Advertisement

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า สำหรับ ป.ป.ท. โดดเด่นขึ้นมาด้วยฝีไม้ลายมือการทำงานทั้งในงานป้องกันและปราบปราม รวมถึงงานด้านดัชนีชี้วัดระดับประเทศก็สามารถทำได้ ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะเข้ามา สภาพประเทศเป็นอย่างไรก็รู้กันอยู่แล้ว เมื่อ คสช. เข้ามาก็ได้รับรายงานเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตอย่างมาก คสช.ได้ถามว่าทำไมจึงไม่จัดการตั้งแต่ตอนนั้น ได้รับคำตอบว่าบางเรื่องเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล นอกจากนี้ยังได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ จึงมีการตรวจสอบในทางลับ โดยให้ ป.ป.ท. เข้าไปตรวจสอบ การที่มี ป.ป.ท. ขึ้นมาเพื่อแบ่งเบาภาระจาก ป.ป.ช. เพราะปัจจุบันมีบุคลากรของรัฐอยู่กว่า3ล้านคน และในที่นี้ต้องมีการทุจริตเกิดขึ้นและการประพฤติมิชอบด้วย จึงต้องมี ป.ป.ท. ขึ้นมาช่วยกันตรวจสอบ

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า อย่างน้อยต้องรวบรวมข้อมูลและส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อไป ส่วนหน้าที่การตรวจสอบให้ไปแบ่งกับ ป.ป.ช. ว่าจะตรวจสอบกันอย่างไร เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หากถามว่าทำไมไม่ใช้ตำรวจ เพราะบางเรื่องตำรวจไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ ปัจจุบันเรามีหน่วยงานตรวจสอบอยู่จำนวนมาก หากถามว่าแล้วใครจะตรวจสอบ ป.ป.ท. หากคนของ ป.ป.ท. ทำผิด ก็มี ป.ป.ช. และมีหน่วยงานอื่นอีก เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะช่วยกันตรวจสอบ เช่น กรณีของบริษัทโรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนในการซื้อขายเครื่องยนต์อากาศยานและเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในประเทศไทย เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นแล้ว เดี๋ยวจะไปมะรุมมะตุ้มกันตรวจสอบ ดังนั้น จะอิสระอย่างไรก็ตามจะต้องถูกตรวจสอบเหมือนกัน

ปปท.4

ด้าน นายประยงค์ กล่าวว่า สำหรับสถิติผลการดำเนินงานปราบปรามการทุจริต ตั้งแต่ปี 2555-2560 ป.ป.ท.รับเรื่องร้องเรียนการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ รวม 28,535 คดี มีการพิจารณาไปแล้ว 16,899 คดี แบ่งเป็นการรับไว้ไต่สวนข้อเท็จจริง 3,659 คดี ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม 947 คดี ไม่รับไว้ไต่สวนข้อเท็จจริง 5,204 คดี ส่งให้ ป.ป.ช. 6,339 คดี และอื่นๆ อีก 49 คดี ทั้งนี้ จากเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ป.ป.ท. วินิจฉัยชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ไปแล้ว 516 คดี และศาลมีคำพิพากษา 15 คดี โดยมีรายละเอียดคือ ไม่ผิดอาญาแต่ผิดวินัย 26 คดี ยุติเรื่อง 147 คดี ผิดอาญาและวินัย 272 คดี ส่งให้ ป.ป.ช. 100 คดี ส่งพนักงานสอบสวน 16 คดี ส่งอัยการแล้ว 228 คดี และอยู่ระหว่างส่งอัยการ 44 คดี

“สำหรับการไต่สวนคดีทุจริตของ ป.ป.ท. เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติชี้มูลว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิด จะแยกเป็น 2 ทาง คือ ส่งไปให้ต้นสังกัดดำเนินการทางวินัย และอีกทางส่งให้อัยการ จากทั้งหมดที่ชี้มูลไปแล้ว 500 กว่าคดี ส่งอัยการไป 200 กว่าคดี เบื้องต้นอัยการสั่งฟ้องแล้ว 56 คดี เอาตัวไปฟ้องศาลแล้ว 31 คน อีก 8 คน อัยการสั่งให้ไปนำตัวไปฟ้องศาล และปรากฏว่ามี 9 คนที่จะต้องเอาตัวไปส่งศาล หากหาตัวไม่เจอก็ออกหมายจับ ลักษณะอย่างนี้มีมาเรื่อยๆ เราจึงพยายามทำให้ครบวงจร ดังนั้น หลังจากนี้ใครที่หนีจะออกหมายจับและไปจับกุมมาดำเนินคดี จะไม่ปล่อยให้หนีจนคดีขาดอายุความ การทำงานในระยะต่อไปจะครบวงจรอย่างนี้”เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าว

นายประยงค์ กล่าวด้วยว่า ถ้าไต่สวนเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในตำแหน่งที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยาน จะเสนอใช้มาตรการทางวินัย หรือแม้แต่การใช้มาตรการทางภาษีก็เริ่มเห็นผล จากเมื่อ2ปีที่แล้ว ที่เราดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ในทางคดีอาญาเราส่งไป ป.ป.ช. ขณะเดียวกันเรามีการตรวจสอบภาษีว่า14บริษัทที่มาทำสัญญาภาครัฐได้ดำเนินการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ และให้เจ้าหน้าที่ของเราดำเนินการตรวจสอบ พอตรวจสอบเบื้องต้นได้ผลอย่างไรก็ส่งไปกรมสรรพากร

เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวอีกว่า เบื้องต้นกรมสรรพากรตอบกลับมาว่า จากการตรวจสอบแล้วประมาณ 10 คดี มีอยู่ 2 บริษัท โดยบริษัทแรกจะต้องมาเสียภาษีเพิ่มประมาณ 95 ล้านบาทจากมูลค่าที่ซื้อขาย อีกบริษัทยื่นเรื่องไม่ถูกต้อง และจะต้องมาจ่ายเพิ่มอีก 5 ล้านบาท โดยสรุปคือ 14 คดีนี้อย่างน้อยเราดำเนินการเอาเงินกลับเข้ารัฐได้ 100 ล้านบาท ต่อไปนี้การดำเนินงานจะเป็นลักษณะนี้ เพราะการดำเนินคดีอาญาอย่างเดียวถ้าเรารอผลตรงนั้นมันนาน จะตัดให้เร็วมันก็เร็วได้ไม่เท่าไหร่ เราจะต้องตัดตั้งแต่ทางวินัย อาญา และภาษี จะมาเป็นชุดอย่างนี้

ผู้สื่อข่าวถามถึงภาพรวมในปีที่ผ่านมา มีการฟ้องร้องเข้ามายัง ป.ป.ท. เพิ่มขึ้นหรือไม่ นายประยงค์ กล่าวว่า ในช่วงปี 2557-2558 คดีและการร้องเรียนเกิดขึ้นมาเยอะ เพราะมันเป็นเรื่องค้างเก่าที่มีอยู่จำนวนมาก พอเราทำในรูปของ ศอตช. ก็เกิดความเชื่อมั่นในกลุ่มประชาชน ยื่นเรื่องมาเยอะเลย เราก็ตรวจสอบตรงนั้น โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่ง คสช. ที่ 69/2557 ปัจจุบันมันยังมีอยู่ แต่อัตราการเพิ่มมันยังน้อยลง ส่วนการเสนอใช้มาตรา 44 ในการโยกย้ายผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดนั้น เราใช้เพื่อมีวัตถุประสงค์ในการไปกระตุ้นให้ผู้บังคับบัญชาของเขาใช้มาตรการทางปกครองวินัย ถ้าใครถูกกล่าวหาหรือสงสัยว่าเข้าข่ายการทุจริตและเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานก็ย้ายออกมา ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องตรวจสอบทางวินัย และถ้าตรวจสอบแล้ว ผู้บังคับญชาต้นสังกัดเห็นพ้องกับ ป.ป.ท. หรือ ป.ป.ช. ว่าไม่ผิด ก็เสนอย้ายกลับไป แต่ถ้าเห็นไม่ตรงกันก็ต้องรอให้การตรวจสอบของ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. เสร็จก่อน

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image