เฮลั่น! ศาลยกฟ้องชาวบ้าน คดีบุกรุกที่สาธารณะโคกภูกระแต เหตุโจทก์พิสูจน์ไม่ได้

วันที่ 26 มกราคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลจังหวัดนครพนมได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่ นายอำเภอเมืองนครพนม(ในขณะนั้น) มีหนังสือมอบอำนาจให้ปลัดอำเภออำเภอเมืองนครพนม เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินคดีกับผู้บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ “โคกกระแตบ้านไผ่ล้อม” จำนวน 21 ราย เมื่อปี 2557 โดยพนักงานอัยการจังหวัดนครพนม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องชาวบ้านที่ถูกจับส่งต่อศาลจังหวัดนครพนม ในฐานความผิด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด อันเป็นการทำลายป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่มีสิทธิครอบครองหรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยขอให้ศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และขอศาลให้สั่งจำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครองพร้อมทั้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าว ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดนครพนมได้ประทับรับฟ้องและสั่งให้รวมคดีเข้าด้วยกัน มีจำเลยจำนวนรวมทั้งสิ้น 29 คน ได้มีการนับสืบพยานโจทย์และพยานจำเลยช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในเวลา 09.00 น.ของวันนี้ หลังจากได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปก่อนหน้านี้เนื่องจากจำเลยมาศาลไม่ครบ

ต่อมาในเวลา 10.00 น. ศาลได้ออกนั่งบัลลังค์อ่านคำพิพากษา โดยพิเคราะห์จากพยานหลักฐานและคำเบิกความของพยานทั้งสองฝ่ายแล้ว ยังมีประเด็นสงสัยที่โจทย์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยทั้งหมดได้บุกรุกที่สาธารณะตั้งแต่เมื่อใด ประกอบกับทางจำเลยอ้างพยานหลักฐานว่ามีเอกสารการครอบครองที่ดินบริเวณดังกล่าวที่ทางราชการออกให้ เช่น ส.ค. 1 ใบจอง หรือ น.ส. 2 เป็นต้น ประเด็นจึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์ให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง

หลังศาลมีคำพิพากษาชาวบ้านทั้งหมดต่างหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปิติ โผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ และได้พากันมาก้มกราบพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งตั้งอยู่หน้าทางเข้าศาลด้วยความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ได้ทำเรืองยื่นถวายฎีกาต่อสำนักพระราชวัง
ด้านนายณรงค์ ไชยตา หนึ่งในทนายจำเลย เปิดเผยหลังมีคำพิพากษาว่าศาลยังมีประเด็นสงสัยอยู่หลายประเด็น เป็นต้นว่ามีการออกบ้านเลขที่ของทางราชการให้แก่บ้านเรือนที่ชาวบ้านปลูกไว้อาศัยในบริเวณดังกล่าว อีกทั้งเป็นการเข้าไปอยู่อย่างเปิดเผยโดยเชื่อว่าไม่ได้บุกรุกที่สาธารณะอย่างบริสุทธิ์ใจ ประกอบกับยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยทั้งหมดได้บุกรุกตั้งแต่เมื่อใด ประเด็นจึงยังมีเหตุให้สงสัยจึงยกประโยชน์ให้จำเลย
ขณะที่ นายสมภพ โชติวงษ์ ทนายความจำเลยของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษชน ที่ถูกส่งมาช่วยว่าความให้ชาวบ้านในคดีนี้เปิดเผยว่า คดีนี้ศาลมองว่าชาวบ้านน่าจะขาดเจตนาเข้าบุกรุกที่ดินสาธารณะตามที่โจทย์ฟ้อง เนื่องจากมีข้อมูลว่าเมื่อประมาณ ปี  2539 ได้มีหนังสือของพล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทางจังหวัดเร่งแก้ไขปัญหาการเข้ามาอยู่อาศัยของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ดังนั้นการเข้ามาอยู่อาศัยของชาวบ้านจึงขาดเจตนาศาลจึงยกฟ้องในที่สุด

 

สำหรับที่มาของคดีดังกล่าว เกิดขึ้นสืบเนื่องจากตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) มีประกาศฉบับที่ 2/2558 เรื่อง กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะ 2 ลงวันที่ 24 เมษายน 2558 ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2559 คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) มีมติเห็นชอบให้ใช้ที่สาธารณประโยชน์ “โคกภูกระแต” ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านห้อม หมู่ที่ 1 ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม เนื้อที่ทั้งหมด 1,860 ไร่ เป็นนิคมอุตสาหกรรม ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของจังหวัดนครพนม เพื่อสนับสนุนให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และภาคเอกชนเช่าพื้นที่ระยะยาว


โดยก่อนจะมีการประกาศหน่วยงานภาครัฐได้พยายามเคลียร์พื้นที่ที่จะใช้รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว โดยเริ่มจากวันที่ 29 กรกฎาคม 2557 เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ป่าไม้ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สนธิกำลังเข้าจับกุมชาวบ้านห้อม ที่อาศัยอยู่รอบๆบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3  อาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก และคำสั่ง คสช. ที่ 64 เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2557 และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 เข้าดำเนินการจับกุมชาวบ้าน จำนวน 14 ราย โดยอ้างชาวบ้านทั้งหมด บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ โคกภูกระแตบ้านไผ่ล้อม ต.อาจสามารถ

 

ต่อมาในระหว่างวันที่ 18 – 22 สิงหาคม 2557 อำเภอเมืองนครพนม ร่วมกับ กอ.รมน.จว.นพ. ได้เชิญราษฎรที่ถูกกล่าวอ้างว่า บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ “โคกภูกระแตบ้านไผ่ล้อม” จำนวน 284 ราย มาทำพันธสัญญาและทำความเข้าใจในการดำเนินการขอคืนพื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์ ตามคำสั่ง คสช. ที่ 64 และคำสั่ง คสช. ที่ 66 ณ หอประชุมอำเภอเมืองนครพนม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งว่า เป็นการดำเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีเรียกผู้บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ “โคกภูกระแต บ้านไผ่ล้อม” ต.อาจสามารถ มาทำพันธสัญญา โดยในข้อมูลระบุมีผู้บุกรุกจำนวน 284 ราย แต่ผู้บุกรุกมาพบเจ้าหน้าที่แค่ 277 ราย ผู้บุกรุกไม่มาพบเจ้าหน้าที่ 5 ราย แต่มีผู้ยินยอมออกจากพื้นที่บุกรุก จำนวน 256 ราย และมีผู้บุกรุกอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง จำนวน 21 ราย ที่ไม่ยอมย้ายออกไป ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2557 นายอำเภอเมืองนครพนม(ในขณะนั้น) มีหนังสือมอบอำนาจให้ปลัดอำเภออำเภอเมืองนครพนม เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินคดีกับผู้บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ “โคกกระแตบ้านไผ่ล้อม” จำนวน 21 ราย

 

 

บทความก่อนหน้านี้แม่ลูกชาวม้งสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘ในหลวง ร.9’ ช่วยชาวเผ่ามีชีวิตที่ดี อยู่ร่มเย็นเป็นสุข
บทความถัดไปปตท.สผ.ประกาศจ่ายปันผล 3.25 บาทต่อหุ้น หลังพลิกกลับมีกำไร 372 ล้านเหรียญ