ผบช.ภ.5 ฮึ่ม! ตรวจโซเชียลเอาผิดหมิ่นจนท. ฟันธง “ชัยภูมิ ป่าแส” เอี่ยวยาเสพติด

วันที่ 22 มีนาคม 2560 ความคืบหน้าเหตุวิสามัญนายชัยภูมิ ป่าแสอายุ 21 ปี นักกิจกรรมและประธานเครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง ชาวลาหู่ ที่จุดจุดตรวจค้นยาเสพติดบริเวณ ด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และจับกุมนายพงศ์นัย แสงตะล้า อายุ 19 ปี พร้อมยาบ้า จำนวน 2,800 เม็ดเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมานั้น
เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 เรียกประชุมคณะทำงานคลี่คลายคดีดังกล่าว โดยมี พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า พล.ต.ต.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบช.ภ.5 พ.ต.อ.มงคล สัมภวะผล รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน พ.ต.อ.ชลเทพ ใหม่ไชย ผกก.สภ.นาหวาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ พื้นที่เกิดเหตุเพื่อหารือ โดยใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง

พล.ต.ท.พูลทรัพย์ กล่าวว่า ประเด็นที่เป็นข่าวในสังคมทุกวันนี้และโซเชียลต่างๆ จะโจมตีว่าเจ้าหน้าที่ทหารทำเกินกว่าเหตุ และเด็กที่เสียชีวิตเป็นเด็กบริสุทธิ์ เป็นเด็กทำกิจกรรม เป็นเด็กดี แต่จากการการสอบสวนของเจ้าหน้าที่โดย พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า รอง ผบช.ภ.5 ที่รับผิดชอบคดี พร้อมให้ พ.ต.อ.มงคล สัมภวะผล รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ชลเทพ ใหม่ไชย ผกก.สภ.นาหวาย ดูแลในการสอบสวนด้วยตนเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ต้องเป็นห่วง ในเบื้องต้นปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ทหารตั้งด่านและตรวจค้น มีการต่อสู้กันและพยายามที่จะทำร้าย พูดง่ายๆ คือจะฆ่า เพราะใช้ระเบิด ทหารจึงใช้อาวุธป้องกันตัว

“การที่บอกว่าเด็กอายุ 17 ปี แต่บัตรและเอกสารที่พบในที่เกิดเหตุอายุ 21 ปี ที่พยายามออกมาโจมตีกันอันนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญคือจากการตรวจค้นมียาเสพติด มีพฤติกราณ์เกี่ยวข้องกับเรื่องยาเสพติดจริงหรือไม่ และความจริงคือมีผู้ต้องหายาเสพติดซัดทอดและมีการโอนเงินด้วยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีหลักฐานชัดเจนจากบัญชีที่ใช้โอนเงินให้กัน เพราะฉนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแน่นอน และยังน่าเชื่อว่าพี่ชายมีส่วนเกี่ยวข้องยาเสพติดด้วย ส่วนรถคันดังกล่าวที่ยึดได้เป็นรถของนางแสงหล้า ชาวอำเภอฝาง ขณะนี้หลบหนีเรื่องยาเสพติด แต่ยังสืบไม่ถึงว่าทำไมผู้ตายนำรถคันนี้มาใช้ และผู้ตายไปต่อทะเบียนรถด้วยตนเองเมื่อเดือนตุลาคม 2559” พล.ต.ท.พูลทรัพย์ กล่าว

พล.ต.ท.พูลทรัพย์ กล่าวอีกว่า อยากบอกสังคมว่าอย่าเพิ่งตัดสินใจบุคคลเฉพาะภาพที่ปรากฏ ต้องดูข้อมูลข้อเท็จจริงก่อน การวิพากษณ์วิจารณ์สรุปว่าคนโน้นคนดีคนไม่ดีอะไร ขอให้อย่ามองเฉพาะภาพ แต่จากการให้การของคนที่ถูกจับกุมอีก 1 คน คือ นายพงศ์นัย แสงตะล้า อายุ 19 ปี ให้การตรงกับที่ทหารให้การ และทหารทำการตรวจค้นตามยุทธวิธี คือให้ลงจากรถ เปิดประตูรถทั้งหมดและในรถไม่มีอะไร ก่อนขอให้เปิดกระโปรงท้ายรถ และฝาประโปรงหน้ารถ ขณะนั้นซึ่งผู้ตายเริ่มมีปัญหาขัดขวาง

“ผมฟันธงว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยในตอนแรกผู้ตายเป็นคนขับรถเอง แลระหว่างทางได้สอบถามนายพงศ์นัยว่าอยากขับรถหรือไม่ เกียร์ออโตฯ ขัยไม่ยาก จึงมีการเปลี่ยนคนขับ และตั้งแต่ก่อนออกมามีการเปิดฝากระโปรงรถ โดยพงศ์นัยไปนั่งรอเล่นคอมพิวเตอร์ นั้งมองมาที่รถเห็นว่ามีผู้หญิงและผู้ชายเดินยืนคุยที่หน้ารถ โดยบอกว่าขอตรวจเช็คน้ำมัน ซึ่งพงศ์นัยก็สงสัยว่าทำไมตรวจนานเหลือเกิน และระหว่างทางที่ขับรถมาก็มีการรับและต่อโทรศัพท์หลายครั้ง โดยพูดเป็นภาษาชนเผ่า ซึ่งฟังไม่รู้เรื่อง เพราะพงศ์นัยเป็นคนพื้นเมือง เป็นเพื่อนนักเรียน ม.4 โรงเรียนที่ อ.เชียงดาว” พล.ต.ท.พูลทรัพย์ กล่าว

ผบช.ภ.5 กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินนายชัยภูมิ พบมีบัญชีและมีเงินเข้าเป็นระยะ อยากจะถามว่า หนึ่งทำไมมีรถยนต์ขับไปโรงเรียน สองมีเงินฝากเข้าบัญชีโรงเรียนทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละหลักพันสามมีเงินเลี้ยงเพื่อตลอด คล้ายๆ หาความนิยมชมชอบในหมู่เพื่อนตลอด อย่างนี้ผมไม่ได้กล่าวหาใคร แต่เป็นข้อเท็จจริงที่สอบสวนมาเอาความจริงมาบอกสังคมว่าอย่าพึงไปตัดสินอะไร ทหารอยู่ชายแดนเสี่ยง กดดัน การระวังตัวต้องสูงต้องไว เพราะพลาดตาย และกรณีก็มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว และมีการสอบสวนตามขั้นตอนซึ่งตรงและสอดคล้องกับคำให้การของนายพงศ์นัยที่ถูกจับกุม ซึ่งวันนี้พนักงานสอบสวนและพิสูจน์หลักฐานมีการลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว

“ประวัติของนายชัยภูมิคือ พ่อตาย แม่ประสาทไม่ดี ทราบว่ามีน้องชาย ก็อยากให้ตั้งข้อสังเกตุว่า ทำไมเงินฟูมากนัก ก่อนวันเกิดเหตุ 4 วัน พาเพื่อนหญิง 4 คนไปเที่ยว รวมทั้งนายพงศ์นัยด้วย เมื่อส่งเพื่อหญิงเสร็จก็ชวนพงศ์นัยมานอนที่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านของชนกลุ่มลาหู่ปกติ ไม่ได้รวยและจน เป็นหมู่บ้านห่างจากชายแดนประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นช่องทางเข้ายาเสพติดของกลุ่มว้าในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม โดยรถคันที่ยึดได้พร้อมของกลาง เจ้าหน้าที่เคยติดตามแต่ยังจับไม่ได้ ซึ่งครั้งที่แล้วใช้ทะเบียนปลอม แต่ยืนยันว่าจากการต่อจิกซอว์ขบวนการค้ายาเสพติดเคยมีชื่อของนายชัยภูมิรวมอยู่ด้วย ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาจากหลักฐานที่เจ้าหน้าที่มีทั้งหมด” ผบช.ภ.5 กล่าว

ส่วนในโซเชียลที่มีการระบุไปต่างๆ นาๆ ทั้งการทำร้ายและอื่นๆ นั้น ผบช.ภ.5 กล่าวว่า ในโซเชียลไม่ได้เห็นอะไร แต่เขียนกันไป และมีแต่ลงโซเชียลกันไปมาโดยไม่มีอะไรเลย กำลังดูว่าจะดำเนินคดีอะไรได้บ้าง หมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่หรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นการสกัดกั้นขบวนการยาเสพติด และในพื้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารถูกยิงก็มีหลายคดี ฝากว่าก่อนจะโพสต์อะไรอย่าตัดสินโดยใช้ความรู้สึก หรือคิดเอาเอง ขนาดพระที่เรากราบไว้ ตำรวจให้ความเป็นธรรม เจ้าหน้าที่ทำงานสกัดกั้นยาเป็นบุญของลูกหลานเรา

“ส่วนที่มีการอ้างว่าเห็นเหตุการณ์ เชิญมาให้ข้อมูลเลยเรายินดี แต่อย่าไปพูดเอาเอง ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปมีแต่บ้องกัญชาก็ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ทหารคงไม่ลงทุนไปหายามายัดใคร จำนวน 2,800 เม็ด มูลค่าประมาณ 2.8 แสนบาท จะลงทุนไปเพื่ออะไร ผมยืนยันว่าคำให้การของผู้ต้องหาที่จับได้สอดคล้องกับคำให้การของเจ้าหน้าที่ทหาร” ผบช.ภ.5 กล่าวอีก

บทความก่อนหน้านี้“พิเชฐ” เร่งศึกษา”เรกูลาทอรี่แซนด์บ็อกซ์”สร้างสนามให้สตาร์ทอัพ-แนะอูเบอร์คมนาคมเร่งหาทางออกร่วมชี้ปัญหานี้ต่างประเทศก็มี
บทความถัดไป‘บิ๊กตู่’นำผู้บริการสธ.เต้นแอโรบิก บ่นยุงรำคาญจัดการได้ แต่คนรำคาญให้พิจารณาตัวเอง (คลิป)