ออกหมายจับ 5 ผู้ต้องหาปล้นบ้านหรูชาวตุรกี สูญกว่า 37 ล้าน เผ่นหนีออกนอกประเทศแล้ว เร่งประสานตำรวจสากลล่าตัว

10.10.26 | 15:22 น.

ออกหมายจับ 5 ผู้ต้องหาปล้นบ้านหรูชาวตุรกี สูญกว่า 37 ล้าน เผ่นหนีออกนอกประเทศแล้ว เร่งประสานตำรวจสากลล่าตัว

ความคืบหน้าคดีคนร้ายบุกปล้นบ้านพักหรูของนักธุรกิจชาวตุรกี ในพื้นที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี กวาดทรัพย์สินทั้งเงินดิจิทัล เงินสด นาฬิกาหรู และโทรศัพท์มือถือ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 37 ล้านบาท ล่าสุดตำรวจภูธรภาค 2 สามารถรวบรวมพยานหลักฐานจนศาลจังหวัดพัทยาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 5 รายแล้ว หลังพบทั้งหมดเดินทางหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร โดยอยู่ระหว่างประสานทางการจีนและดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อขอออกประกาศตำรวจสากลสีแดง หรือ INTERPOL Red Notice ติดตามตัวกลับมาดำเนินคดี


เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม มีรายงานความคืบหน้าการสืบสวนคดีดังกล่าว ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.วสันต์ เตชะอัครเกษม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ซึ่งได้สั่งการให้กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และสถานีตำรวจภูธรหนองปรือ เร่งสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุอย่างเร่งด่วน

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.30 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ภายในบ้านพักหรูหมู่บ้าน CASCADE BY PATTA ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยคนร้ายเป็นชาย 3 คน แต่งกายด้วยชุดสีดำ ปกปิดใบหน้า พร้อมอาวุธปืนและมีด บุกเข้าไปภายในบ้านพัก ก่อนใช้อาวุธข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย และใช้กุญแจมือควบคุมตัว Mr. KUTAY ASLAN อายุ 34 ปี สัญชาติตุรกี พร้อมพนักงานทำความสะอาดชาวเมียนมา

จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้บังคับเอาทรัพย์สิน ประกอบด้วย เงินดิจิทัลสกุล USDT จำนวน 824,000 USDT เงินสด 210,000 บาท นาฬิกาข้อมือยี่ห้อ Rolex จำนวน 5 เรือน และโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 37 ล้านบาท ก่อนพากันหลบหนีไป

Advertisement

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ระดมกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายใช้หลบหนี กระทั่งพบรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับคดี ถูกนำไปจอดทิ้งไว้บริเวณซอยจอมเทียน 9 เมืองพัทยา จึงเข้าตรวจสอบและเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดวัตถุพยานได้รวม 14 รายการ อาทิ หมวกโม่ง ถุงมือ เสื้อผ้า รองเท้า และบันไดอะลูมิเนียม ซึ่งคาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ ก่อนนำส่งตรวจพิสูจน์เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดี

ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวนได้ขยายผลจากคำให้การของพยานบุคคล ข้อมูลระบบ GPS ของรถยนต์ ประวัติการเช่ารถและเช่าบ้านพัก ข้อมูลการเข้าพักโรงแรม ตลอดจนประวัติการเดินทางเข้า–ออกประเทศของบุคคลต้องสงสัย พร้อมนำข้อมูลเครื่องแต่งกายมาเปรียบเทียบกับวัตถุพยานที่ตรวจยึดได้

ผลการสืบสวนสามารถเชื่อมโยงพยานหลักฐานจนพิสูจน์ทราบตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับคดีได้รวม 5 ราย ประกอบด้วย

Mr. DONG PING อายุ 38 ปี มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการเช่ารถยนต์และบ้านพักให้กลุ่มผู้ก่อเหตุ
Mr. LIXINLE อายุ 31 ปี
Mr. WANG HONGBO อายุ 32 ปี
Mr. MU HONGDA อายุ 33 ปี
Mr. ZHIYU WANG อายุ 31 ปี

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพัทยา จนศาลพิจารณาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ตามหมายจับเลขที่ 570–574/2569

โดยถูกกล่าวหาในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ในเคหสถานเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ และใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ รวมถึงร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางของผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย พบว่าได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยไปแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงอยู่ระหว่างประสานสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อขอออกประกาศตำรวจสากลสีแดง หรือ INTERPOL Red Notice เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการติดตามตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายไทย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเร่งสืบสวนขยายผลติดตามเส้นทางการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย โดยเฉพาะเงินดิจิทัลมูลค่าหลายสิบล้านบาท รวมถึงทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ เพื่อดำเนินการติดตามและตรวจสอบความเชื่อมโยงกับบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 2 ระบุว่า การสืบสวนคดีดังกล่าวสามารถรวบรวมพยานหลักฐานจนศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 รายได้ภายในเวลาเพียง 3 วันหลังเกิดเหตุ โดยยืนยันว่าจะเดินหน้าประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งติดตามทรัพย์สินของผู้เสียหายกลับคืนมา