ด่วน!! ศาลฎีกาฯจำคุก 5 ปี’ยิ่งลักษณ์’ ไม่รอลงอาญา คดีทุจริตโครงการจำนำข้าว

เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ องค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเอกฉันท์ พิพากษาจำคุก 5 ปีไม่รอลงอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 123/1 ซึ่งบทหนักสุดที่ละเลยการตรวจสอบระบายข้าวจีทูจีจนทุจริตเสียหายกับ กระทรวงคลัง ประเทศชาติ โดยศาลให้ออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลย มารับโทษตามคำพิพากษาต่อไป

เวลา 09.00 น. นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าว พร้อมองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน นัดอ่านคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 2 ภายหลังจากเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมานัดฟังคำพิพากษาครั้งแรก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มาศาลตามนัด คร้้งแรกนั้นมีเพียงทนายความมาศาลแล้วยื่นคำร้องต่อศาลขอเลื่ิอนนัดอ้างเหตุ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน วิงเวียนศีรษะรุนแรง แต่ฝ่ายอัยการโจทก์คัดค้านไม่เชื่อว่าป่วยเพราะไม่มีใบรับรองแพทย์ อีกทั้งไม่เชื่อว่าอาการหนักจนไม่สามารถมาศาลได้ ขณะที่องค์คณะฯเห็นว่าน่าจะมีพฤติการณ์หลบหนี จึงสั่งปรับนายประกันเต็มวงเงินในสัญญาประกัน 30 ล้านบาท และให้ออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อติดตามตัวมาฟังคำพิพากษา โดยนัดอ่านคำพิพากษาอีกครั้งในวันนี้ แต่เมื่อวันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มาแสดงตัวต่อศาล และเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถติดตามตัวจำเลยมาศาลได้ตามหมายจับ องค์คณะฯ จึงปฏิบัติตามขั้นตอน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 32 อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยทันทีโดยถือว่าจำเลยรับทราบผลคำพิพากษาแล้ว โดยฝ่ายอัยการสูงสุดโจทก์ มีคณะทำงานอัยการ ร่วมฟังคำพิพากษา ส่วนฝ่ายจำเลยมีคณะทนายความจำเลย และผู้ติดตาม 2 ฝ่ายจำนวนหนึ่งมาศาล

อย่างไรก็ดีแม้ศาลฎีกาฯ จะมีคำพิพากษาออกมาแล้วแต่ยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากปัจจุบันมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฯ ใหม่ ปี 2560 แล้ว มาตรา 195 วรรคสี่ บัญญัติรับรองสิทธิคู่ความในคดียื่นอุทธรณ์คดีได้ ทั้งในประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วันนับจากวันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษา

คดีนี้ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลยคดีหมายเลขดำ อม.22/2558 ต่อศาลเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1- 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ จากกรณีปล่อยปละละเลยไม่ยับยั้งโครงการจำนำข้าวที่มีการกำหนดกรอบวงเงิน ดำเนินการ 5 แสนล้านบาท

กระทั่งทำให้รัฐได้รับความเสียหาย ซึ่งกระทรวงการคลังสรุปตัวเลขความเสียหายอันเกิดจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 และ ปี2556/57 เป็นเงิน 178,586,365,141.17 โดยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 และ 10 ในเฉพาะส่วนการกระทำของตนในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหาย คิดเป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

โดยระหว่างการพิจารณา อัยการโจทก์ นำพยานบุคคลเข้าไต่สวน 15 ปากพร้อมเอกสารหลักฐานกว่า 60,000 แผ่น รวมประมาณ 20 ลัง ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลย มีพยานไต่สวนแก้ต่างสู้คดี รวม 30 ปาก ซึ่งศาลได้ไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย และให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ แถลงปิดคดีด้วยวาจาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะยื่นคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรในวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ต่อสู้ตามกระบวนพิจารณาคดีมาโดยตลอด กระทั่งได้หลบหนีก่อนนัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่25สิงหาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการออกคำสั่งทางปกครองโดยกระทรวงการคลัง แจ้งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายโครงการจำนำข้าวกว่า 3.5 หมื่นล้านบาทนั้น ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ระงับการอายัดบัญชีเงินฝาก 7 บัญชีไว้ก่อน โดยศาลปกครองกลาง ส่งหมายวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ให้กระทรวงการคลัง ส่งเอกสารชี้แจงขั้นตอน การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับมาตรการยึดอายัดทรัพย์ ถึงเหตุผลการอายัดบัญชี และความจำเป็นการอายัดทรัพย์ รวมถึงรายละเอียดกระบวนการในการยึดทรัพย์ของกรมบังคับคดี ต่อศาลภายใน 15 วัน แล้วกระทรวงการคลัง ส่งเอกสารชี้แจง ถึงศาลแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างที่องค์คณะเจ้าของสำนวนรวบรวมข้อเท็จจริงจากเอกสารที่ทั้ง2ฝ่ายชี้แจงมา โดยยังไม่มีการไต่สวนบุคคล

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า ทีมทนายจะรอคัดคำพิพากษาฉบับเต็มเพื่อนำไปวิเคราะห์ก่อนว่าข้อต่อสู้ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เนื่องจากมีรายละเอียดค่อนข้างมาก จากนั้นจึงค่อยศึกษาเรื่องการอุทธรณ์คดี ส่วนการประสานแจ้งไปยังน.ส.ยิ่งลักษณ์ คงต้องอาศัยสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าว ซึ่งจะทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ทราบคำพิพากษา เนื่องจากทีมทนายไม่ได้ติดต่อกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา และไม่ทราบว่าตัวอยู่ที่ใด จึงต้องรอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นฝ่ายประสานกลับมา เพื่อหารือถึงแนวทางคำพิพากษาศาล ในฐานะทีมทนายถือว่าได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว จากนี้จะนำคำพิพากษาไปวิเคราะห์อีกครั้ง

บทความก่อนหน้านี้กษัตริย์ตองกา-พระราชินี เสด็จฯถวายราชสักการะพระบรมศพ ร.9
บทความถัดไปนายกฯ เปิดโอกาสปลัดเกษียณเปิดใจ เผยทุกคนภูมิใจร่วมงานรัฐบาล