ฎีกาคุก1ปี’อดีตกำนันโต๊ะเด็ง’แจ้งความเท็จ กล่าวหาตร.ซ้อมให้รับสารภาพ

เมื่อวันที่23พฤศจิกายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และอดีตรอง ผบ.ตร. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอนุพงศ์ พันธชยางกูร หรืออดีตกำนัน ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เป็นอดีตจำเลยในคดีปล้นปืนกองพันทหารพัฒนาที่ 4 เมื่อปี 2547 เป็นจำเลยในความผิดฐานแจ้งความเท็จ แจ้งความเท็จเกี่ยวกับคดีอาญา รู้ว่าไม่มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น แต่แจ้งความว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น

โดยอัยการโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 นายอนุพงศ์ จำเลยคดีนี้ถูกพนักงานสืบสวนสอบสวนที่มี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน จับกุมตัวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2547 ข้อหาร่วมกันปล้นปืนโดยระหว่างที่ถูกนำตัวขึ้นเครื่องบินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ที่มีโจทก์คดีนี้เป็นหัวหน้าในการควบคุมตัวเพื่อไปสอบสวนที่บก.ป. จำเลยอ้างว่า ถูกโจทก์กับพวกรุมซ้อมทรมานทำร้ายร่างกาย เพื่อให้รับสารภาพในคดีปล้นปืนและคดีฆ่า ด.ต.ปัญญา ดาราฮีม ทั้งระบุอีกว่า หลังจากถูกนำตัวกลับจากบก.ป.มาควบคุมอยู่ที่ สภ.ตันหยง ยังถูกโจทก์พร้อมด้วยตำรวจอีกหลายนาย ซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพ

ต่อมานายอนุพงศ์ ถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยอื่นรวม4คนฐานร่วมกันฆ่า ด.ต.ดาราฮีม ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง4และศาลอุทธรณ์พิพากษยืนตามศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด นายอนุพงศ์ จึงเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอกล่าวหาว่า โจทก์ได้ร่วมกับพวกซ้อมทรมานทำร้ายร่างกายซึ่ง ดีเอสไอได้สอบสวน และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ต่อมา ป.ป.ช.ชี้ว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าโจทก์กับพวกรวม19คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ จึงนำคดีมายื่นฟ้องศาลอาญา ขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยด้วย

คดีนี้ศาลอาญา พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุ โจทก์มีตำแหน่ง รอง ผบช.ก.ควบคุมตัวจำเลยกับพวก ผู้ต้องหาในคดีปล้นปืนโดยสารเครื่องบินของตร. การจับกุมและสอบสวนจะต้องกระทำเป็นความลับ ขณะที่บนเครื่องบินไม่มีบุคคลอื่น เป็นคนกลางที่จะเล่าถึงเหตุการณ์บนเครื่องบินได้ ฝ่ายโจทก์มีเพียงโจทก์เบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียว อีกทั้งยังมีผู้ต้องหาอื่นในคดีปล้นปืนอยู่บนเครื่องบินเบิกความว่า ระหว่างอยู่บนเครื่องบินได้ยินเสียงร้องของจำเลยด้วย พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่เพียงพอรับฟังได้ว่า จำเลยแจ้งความเท็จ พิพากษายกฟ้อง พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ โจทก์ ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษนายอนุพงศ์ จำเลยด้วย

ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้ว เห็นว่านายอนุพงศ์ กระทำผิดจริง จึงพิพากษาจำคุก1ปีโดยไม่รอลงอาญา นายอนุพงศ์ ยื่นฎีกา ขอให้ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้องด้วย โดยศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จึงนำตัวนายอนุพงศ์ ไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป

บทความก่อนหน้านี้ในหลวง พระราชทานสิ่งของญาติทหารใต้เสียชีวิต
บทความถัดไปลัดฟ้าทักทาย ‘ปักกิ่ง’ ส่องสังคมไร้เงินสด ‘ขอทานก็ยังมีคิวอาร์โค้ด’