ดีเอสไอ สรุปสำนวน คดีค้ามนุษย์-ค้าประเวณี อ่างวิคตอเรีย ส่งอัยการ สิ้นเดือนนี้

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีค้ามนุษย์ในสถานอาบอบนวดวิคตอเรียซีเครท ว่า ตนได้รับรายงานจากพ.ต.ท.สุภัทธ์ ธรรมธนารักษ์ ผอ.กองคดีต่อต้านการค้ามนุษย์ ภายหลังการสอบปากคำพยาน ตรวจสอบหลักฐาน และเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องหลังรับโอนคดีจากสน.วังทองหลาง ขณะนี้อยู่ระหว่างประชุมร่วมกับพนักงานอัยการเพื่อสรุปสำนวนการสอบสวนก่อนที่จะครบกำหนดฝากขังผู้ต้องหา 84 วัน ในส่วนของดีเอสไอมีกำหนดส่งสำนวนให้อัยการก่อนสิ้นเดือนมี.ค.นี้ โดยจะแยกเป็น 2 สำนวนคดี คือ คดีนำเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีมาค้าประเวณีและค้ามนุษย์ ตามหมายจับเดิมที่มีนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ อายุ 61 ปี เจ้าของสถานบริการอาบอบนวดวิคตอเรียซีเครท และนายบุญทรัพย์ อมรรัตนสิริ หรือป๋ากบ อายุ 55 ปี หัวหน้าเชียร์แขก กับพวกรวม 7 ราย เป็นผู้ต้องหา ส่วนคดีที่ 2 เป็นความผิดที่ตรวจสอบพบขณะนำกำลังเข้าตรวจค้นจับกุมในวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายกำพล และนายศรัทธาธรรม แจ้งฉาย อายุ 67 ปี กับพวกรวม 6 รายเป็นผู้ต้องหา

ด้าน พ.ต.ท.สุภัทธ์ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนเตรียมสรุปสำนวนคดีค้ามนุษย์วิคตอเรียซีเครท 2 สำนวน ส่งให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง ก่อนสิ้นเดือนมี.ค.นี้ เพื่อให้อัยการมีเวลาพิจารณาเนื้อหาและหลักฐานในสำนวนการสอบวน เนื่องจากคดีจะครบกำหนดฝากขังผู้ต้องหาครั้งสุดท้ายในวันที่ 5 เม.ย.นี้ จำเป็นต้องฟ้องให้ทันภายในกำหนด โดยสำนวนแรกดีเอสไอมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องในข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์ โดยการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี โดยเป็นธุระจัดหาซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจาก หรือส่งไปยังที่ใด, หน่วงเหนี่ยวกักขัง , ร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณี , รู้เห็นการมาของคนต่างด้าวโดยผิดกกหมาย, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกับผู้ต้องหา 7 รายแรกตามหมายจับเดิม

และสำนวนที่ 2 ดำเนินคดีข้อหาเป็นธุระจัดหาให้มีการค้าประเวณีและพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 กับผู้ต้องหาอีก 6 ราย ขณะที่ยังมีผู้ต้องหาบางราย ซึ่งเป็นกลุ่มเอเย่นต์นำเด็กและนำผู้หญิงจากประเทศต้นทางเข้ามาขายบริการจะถูกดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติม โดยการสอบสวนพบกลุ่มเอเย่นต์กับนายกำพลมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการจะปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้เห็นกับการสั่งเด็กและหญิงต่างด้าวเข้ามาทำงานบริการ นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานการลงบัญชีหักค่าตัวเด็กจ่ายให้กับสถานประกอบการ, คนเชียร์แขก และเอเย่นต์ อาทิ ค่าบริการ 2 พันบาท เด็กจะต้องหักส่วนต่างครึ่งหนึ่งให้สถานประกอบการ ส่วนที่เหลือยังถูกหักเป็นค่าแต่งหน้า ค่าตรวจร่างกาย และเงินปันส่วนให้กับเอเย่นต์

ผอ.กองคดีการค้ามนุษย์ กล่าวด้วยว่า ในระยะหลังหญิงสาวที่กันตัวไว้เป็นเหยื่อในคดีค้ามนุษย์ ไม่ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนมากนัก เพราะเกรงว่าจะเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเอง โดยคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทราบว่าเข้ามาประกอบอาชีพอะไร และสมัครใจเดินทางเข้ามาทำงานเอง แต่กรณีที่เป็นเด็กถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่รุนแรงและเข้าข่ายการค้ามนุษย์ ส่วนคดีฟอกเงินพนักงานสอบสวนกำลังพิจารณา โดยตรวจสอบว่าเงินของนายกำพลกระจายไปที่ใดบ้าง เพื่อเรียกให้ผู้รับเงินเข้าชี้แจงธุรกรรมการเงิน โดยคดีฟอกเงินจะเห็นความชัดเจนภายหลังการสรุปสำนวนสั่งฟ้องคดีค้ามนุษย์และค้าประเวณี ซึ่งเป็นสำนวนความผิดหลัก

“จากการดำเนินคดีค้ามนุษย์กับสถานบริการนาตาลีต่อเนื่องมาถึงสถานอาบอบนวดวิคตอเรีย ทำให้สถานการณ์ค้ามนุษย์ในประเทศไทยเบาบางลง ผู้ค้าระมัดระวังตัวมากขึ้น ส่วนการค้ามนุษย์จะเปลี่ยนไปจากการค้าผ่านสถานอาบอบนวดไปเป็นการการขายแบบอิสระผ่านช่องทางออนไลน์ หรือลักลอบขายในสปา โดยผู้ขายประเวณีจะเจรจาตกลงกับลูกค้าที่มีความพึงพอใจโดยไม่ผ่านตัวกลาง เอเย่นต์ หรือสถานประกอบการ” พ.ต.ท.สุภัทร์กล่าว

บทความก่อนหน้านี้กก.พัฒนาพับบลิคสกูล เตรียมประกาศ 77 ร.ร.ต้นแบบ 21 มี.ค.
บทความถัดไปเพื่อไทย อัดทุจริตเกิดอื้อ ข้องใจ บางคดีเป็นขรก.ระดับสูงคนที่รบ.เลือกมากับมือ