อัยการฟ้อง10แกนนำ นปช. คดีชุมนุมไล่รัฐบาล’อภิสิทธิ์’ ปี 2552 ‘ณัฐวุฒิ’ ตั้งข้อสังเกตฟ้องซ้ำคดีที่พัทยาหรือไม่

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 มีนาคม 2561 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 10 นำตัวนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กับพวกรวม 10 คน ยื่นฟ้องเป็นจำเลย กรณีกลุ่ม นปช.จัดการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครั้งแรกเมื่อปี 2552 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาฯ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่อง ให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และทำการฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ที่ห้ามชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 3 ข้อหา

โดยอัยการได้แยกข้อหาฟ้องจำเลยแต่ละคนดังนี้ นายวีระกานต์ อายุ 70 ปี อดีตประธาน นปช. จำเลยที่ 1, นายจตุพร พรหมพันธุ์ อายุ 53 ปี ประธาน นปช. จำเลยที่ 2 และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 43 ปี แกนนำ นปช. จำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันชุมนุม ณ ที่ใดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

นพ.เหวง โตจิราการ อายุ 67 ปี แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4, นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง อายุ 59 ปี แกนนำคนเสื้อแดง จ.สกลนคร จำเลยที่ 5, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อายุ 67 ปี แกนนำ นปช. จำเลยที่ 7, นายพิพัฒน์ชัย หรือสมชาย ไพบูลย์ อายุ 49 ปี แนวร่วม นปช. จำเลยที่ 8 และนายพายัพ ปั้นเกตุ อายุ 59 ปี แนวร่วม นปช. จำเลยที่ 9 ถูกยื่นฟ้อง 3 ข้อหา ฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาฯ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่อง ให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และทำการฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ที่ห้ามชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

ส่วนนายณรงศักดิ์ มณี อายุ 52 ปี ชาว จ.นครสวรรค์ จำเลยที่ 6 ถูกยื่นฟ้องข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และนายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง อายุ 60 ปี แนวร่วม นปช. จำเลยที่ 10 ถูกยื่นฟ้อง 2 ข้อหา ฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาฯ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่อง ให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215

คำฟ้องอัยการระบุพฤติการณ์สรุปว่า ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษายุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ได้มีการจัดตั้งกลุ่ม นปช.ขึ้นมา โดยมีนายวีระกานต์ จำเลยที่ 1 เป็นประธาน ซึ่งจำเลยกับพวกที่เป็นแกนนำได้นัดรวมตัวเพื่อเคลื่อนไหวกันตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2552 เรื่อยมา กระทั่งวันที่ 26 มีนาคม 2552 กลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ได้ปิดทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาลเพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และเมื่อสถานการณ์ชุมนุมเริ่มรุนแรงขึ้นก็มีผู้ชุมนุมบางส่วนเคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี (บ้านพักสี่เสาเทเวศร์) เพื่อกดดันให้ พล.อ.เปรม, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีด้วย ระหว่างนั้นก็ยังกดดันให้นายอภิสิทธิ์และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ลาออกจากตำแหน่งเช่นกัน

กระทั่งวันที่ 9 เมษายน 2552 ผู้ชุมนุมได้ประกาศกำหนดเส้นตายให้บุคคลดังกล่าวลาออกจากตำแหน่งแล้ว แต่รัฐบาลขณะนั้นไม่มีท่าทีจะปฏิบัติตาม แกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้กระจายกำลังไปปิดล้อมสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่งใน กทม. รวมทั้งการปิดกั้นจราจรในพื้นที่ต่างๆ ตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศไว้ จากนั้นเมื่อพบว่าสถานการณ์ทางการเมืองและการชุมนุมของ นปช.ทวีความรุนแรง นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นจึงได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐมากขึ้น และได้มีการออกข้อกำหนดห้ามไม่ให้มั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปในท้องที่ กทม.

แต่ภายหลังการออกประกาศและข้อกำหนดแล้วจนถึงวันที่ 14 เมษายน 2552 กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงชุมนุมและปราศรัยปลุกระดมยุยง ณ เวทีบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ ข้างทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งการทำลายทรัพย์สินของทางราชการ, ยึดและเผารถโดยสารประจำทางในพื้นที่ กทม. และนำรถบรรทุกแก๊สไปจอดไว้กลางถนนเพื่อข่มขู่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และประชาชนเดือดร้อนเสียหาย โดยกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เหตุเกิดที่แขวงและเขตดุสิต, แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี, แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร และแขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. ท้ายฟ้องอัยการยังได้ขอให้ศาลนับโทษของนายวีระกานต์, นายจตุพร, นายณัฐวุฒิ, นพ.เหวง และนายวิภูแถลง ในคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันก่อการร้ายด้วย โดยพนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิแจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนจำเลยทั้ง 10 ตั้งแต่เดือนเมษายน2552-18 มิถุนายน 2552 แล้ว ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.968/2561 โดยศาลจะเบิกตัวนายจตุพร จำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี มาสอบคำให้การพร้อมกับจำเลยอื่นในวันที่ 27 มีนาคม เวลา 09.00 น.

ภายหลังอัยการยื่นฟ้องแกนนำและแนวร่วม นปช.ทั้ง 10 คน ในข้อหาปลุกปั่น ยุยง ชุมนุมดาวกระจายในกทม.กดดันรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และองคมนตรีให้ลาออกแล้ว ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 2 แสนบาทเพื่อขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งล่าสุดศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งหมดแล้ว โดยตีราคาประกันคนละ 2 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไข ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

โดยก่อนการยื่นฟ้อง นายณัฐวุฒิกล่าวว่า พวกตนถูกดำเนินคดีทั้งในกรุงเทพฯและพัทยา เราได้ทำเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปยังอัยการสูงสุดว่าเป็นการฟ้องซ้ำหรือไม่ ขณะนี้เรื่องยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปจากอัยการสูงสุด อย่างไรก็ตาม เมื่ออัยการส่งตัวมาฟ้องได้เตรียมหลักทรัพย์ยื่นประกันตัวขอสู้คดีตามกระบวนการต่อไป เป็นเงินสดคนละ 2 แสนบาท และวันที่ 29 มีนาคม ตนต้องไปพบพนักงานอัยการที่พัทยาอีกในคดีอื่นปีเดียวกัน จากการชุมนุมครั้งเดียวกันปี 2552 ทุกคดีเราพร้อมสู้ตามกระบวนการยุติธรรมถึงที่สุด และต้องร้องขอความเป็นธรรมว่าการฟ้องซ้ำซ้อนเช่นนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า บรรทัดฐานในคดีนี้น่าจะเทียบเคียงได้กับกรณีชุมนุมทางการเมืองอื่นๆ เช่น กลุ่ม กปปส.ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ขัดขวางการเลือกตั้งที่ จ.พัทลุงแล้ว น่าจะมีการดำเนินคดีกับแกนนำและผู้สนับสนุนในส่วนกลางที่ปลุกระดมให้มีการขัดขวางการเลือกตั้งด้วย หรือแม้กระทั่งการก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงกันที่แยกหลักสี่ ที่มือปืนป๊อปคอร์นถูกดำเนินคดี ก็ยังมีชายฉกรรจ์อีกจำนวนมากในกลุ่ม กปปส.ที่ถืออาวุธ ปรากฏเห็นหน้าตาชัดเจนก็ยังไม่มีการดำเนินคดี

“ผมอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่มีมาตรฐานเดียวกันชัดเจนตรงไปตรงมา ยืนยันว่าไม่มีความคิดที่จะตามหาเรื่องหรือไปผูกพยาบาทใดๆ กับการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มอื่น” นายณัฐวุฒิกล่าว

ด้าน นพ.เหวงกล่าวว่า คดีที่อัยการยื่นฟ้องวันนี้เป็นเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม นปช. ช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคม ที่สะพานชมัยมรุเชษฐ เมื่อปี 2552 พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ได้ดำเนินการสอบสวนมาโดยตลอด แต่คดีเงียบหายไปนาน เพิ่งมาโผล่ตอนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำคุกกลุ่มของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.กับพวก กรณีประท้วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยาในปีเดียวกัน จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ อัยการสำนักงานคดีอาญา 10 แจ้งให้ไปพบเพื่อรายงานตัว 2-3 ครั้งแล้ว ในที่สุดอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหารวมทั้งหมด 22 ราย แต่นัดส่งตัวฟ้องต่อศาลอาญาในวันนี้เพียง 15 ราย ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออาจยังตามตัวไม่ได้ ทุกคนยืนยันว่าเราไม่มีอะไรผิด และจะให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ต้องสู้คดีกันในชั้นศาล ตอนนี้คิดว่าอัยการฟ้องซ้ำกับคดีที่พัทยาหรือไม่ เพราะเป็นลักษณะแบบเดียวกัน แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายที่ในปี 2552

“เป็นเหตุการณ์ชุมนุมห้วงสุดท้ายของกลุ่ม นปช.เมื่อปี 2552 ก่อนเหตุการณ์จะยุติ ผมนี่เป็นคนส่งชาวบ้านคนสุดท้ายกลับบ้าน และยังเตือนกับทหารว่าอย่าทำอย่างนี้กับประชาชน เพราะไม่ใช่อาชญากร รวมแล้วก็ประมาณ 9 ปีที่แล้ว คือถ้าเขาเล่นงานพวกผมก่อนปี 2553 จับเข้าคุกไป ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์สลายม็อบ นปช.ปี 2553 แล้วทำไมตอนนี้ถึงเพิ่งมาฟ้อง พวกผมก็คิดโดยบริสุทธิ์ใจว่าคดีนี้น่าจะยุติไปแล้ว” นพ.เหวงกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ดีแทคจับมือกระทรวงดีอี สร้างอินเตอร์เน็ตปลอดภัย
บทความถัดไป“จิ๊บเอ็กซ์”น้องใหม่ กระดานเทรดคริปโตฯ