เงินทอนวัดล็อต 4 พบทุจริต 30 วัดดังทั่วประเทศ ขรก.ตัวการ ‘ปิดจ๊อบ’ ล็อต 3 โกง 340 ล้าน

31.05.18 | 12:03 น.

เงินทอนวัดล็อต 4 พบทุจริต 30 วัดดังทั่วประเทศ ขรก.ตัวการ ปิดจ๊อบ ล็อต 3 โกง 340 ล้าน เฉพาะวัดสระเกศ 150 ล.
จากกรณี รายงานข่าวจาก ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ขณะนี้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนา ล็อตที่ 4 ช่วง พ.ศ.2554 -2559 โดยมีเป้าหมาย 60 วัดทั่วประเทศ ขณะนี้ทำการตรวจสอบไปแล้ว 40 วัด พบเข้าข่ายทุจริต 30วัด และกำลังดำเนินการตรวจสอบวัดเป้าหมายที่เหลือ ซึ่งมีวัดที่มีชื่อเสียงในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางซึ่งเป็นวัดไม่เคยปรากฏในรายชื่อจากการดำเนินคดีทุจริตเงินทอนวัด ล็อต1-3 มาก่อน และผู้เกี่ยวข้องเป็นพระสงฆ์ระดับเจ้าคณะอำเภอ เจ้าอาวาส รวมถึงข้าราชการของ พศ. จึงต้องระแวดระวังในการสืบสวนครั้งนี้ และการให้ข่าวกับสื่อมวลชน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 31 พฤษภาคม ที่ห้องออดิทอเรียม ชั้น 2 โรงแรมเซ็นทราบายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนดำเนินคดีคดีทุจริตเงินทอนวัด ล็อต 4 ว่า ขณะนี้ ปปป. อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบวัดทั่วประเทศที่ได้รับงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มากกว่า 1 ล้านบาท ในช่วงปี ?2555-2560 ทั้งนี้ปปป.ได้ดำเนินการตามปกติที่ได้ร่วมกับทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในการลงไปสืบสวนงบประมาณในแต่ละปีว่ามีการทุจริตตรงไหนอย่างไรบ้าง ส่วนการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดล็อต 4 นั้นไม่ได้มีการตรวจสอบวัดใดวัดหนึ่งเป็นพิเศษก็ทำตามปกติจะตรวจสอบทุกวัดที่มีงบประมาณลงไป จากงบประมาณที่ลงไปมากกว่า 1 ล้านบาทก็จะทำการตรวจสอบทั่วประเทศทุกปีตามกรอบที่วางไว้ ซึ่งงบประมาณปี 2555-2559 รวมถึงบางส่วนของปี 2560 หากพบว่ามีการกระทำความผิดก็จะรวบรวมไว้และแจ้งให้ทางผอ.พศ.ทราบ จากนั้นจะทำการตรวจสอบว่าเพียงพอที่จะร้องทุกข์ได้ ก็จะร้องทุกข์ตามขั้นตอน โดยทางพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เข้าร้องทุกข์กับ ปปป. ให้ชัดเจนก่อน โดยขณะนี้ยังไม่ได้มีการร้องทุกข์ใดๆ ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่ายังมีการกระทำความผิดที่หลงเหลืออยู่ซึ่งจะรวบรวมและดำเนินการต่อไป ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าวัดที่พบการทุจริตมีกี่วัดขอให้รอการตรวจสอบให้เรียบร้อย มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะร้องทุกข์ได้ เบื้องต้นจากการตรวจสอบทั่วทุกภาคในประเทศพบว่ามีการกระทำความผิด

พล.ต.ต.กมล เปิดเผยว่า การกระทำผิดในเรื่องการทุจริตงบประมาณของพศ.เป็นเรื่องที่ข้าราชการเป็นหลักที่ทุจริตเอางบประมาณของรัฐไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น จะดูจากพฤติกรรมและตรวจสอบข้าราชการเป็นหลัก ส่วนจะมีบุคคลอื่นเข้าร่วมหรือไม่อย่างไรก็ต้องดูพยานหลักฐานมาประกอบ ทั้งนี้การตรวจสอบล็อตนี้ยังคงเน้นการดำเนินคดีกับกลุ่มข้าราชการที่ทุจริตเงินของรัฐเป็นหลัก ผู้ที่กระทำความผิดส่วนใหญ่ยังคงเป็นข้าราชการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2555-2560 ซึ่งถูกดำเนินคดีไปแล้วจากคดีทุจริตเงินทอนวัดก่อนหน้านี้ เพราะเป็นผู้มีอำนาจในการเบิกจ่ายและโอนเงินในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตามล็อตนี้อาจยังไม่ใช่ล็อตสุดท้ายที่จะถูกดำเนินคดี เพราะ ปปป. จะต้องตรวจสอบไปจนกว่าจะไม่พบวัดที่กระทำความผิด

ส่วนกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. โอนสำนวนคดีเงินทอนวัด ล็อต 2 กลับมาให้ ปปป.ดำเนินการนั้น พล.ต.ต.กมล เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่ ป.ป.ช. มองเห็นศักยภาพการทำงานของ ปปป. อีกทั้งยังเป็นอำนาจหน้าที่ที่ ปปป. จะดำเนินการได้ ซึ่งหลังจากรับสำนวนกลับมาแล้ว ปปป.ก็จะดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยการส่งสำนวนให้กับอัยการพิจารณาได้ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้คดีเงินทอนวัด มีการดำเนินการไปแล้ว 3 ล็อต มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 340 ล้านบาท และเป็นการตรวจสอบทุจริตงบใน 3 งบประมาณ คือ งบบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด งบอุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยวัดสระเกศราชวรมหาวิหารที่ถูกดำเนินคดีในล็อตที่ 3 นี้ ถือเป็นการทุจริตงบสูงที่สุด กว่า 150 ล้านบาท อย่างไรก็ตามข้อมูลเบื้องต้นตั้งแต่ล็อต 1 ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2560 จนสามารถทำสำนวนคดีทุจริตเงินทอนวัดได้ 12 คดี มีผู้ต้องหาที่มีหลักฐานพยานชี้ชัดว่าเกี่ยวข้องการเข้าร่วมทุจริตในครั้งแรกทั้งหมด10 ราย มูลค่าความเสียหาย กว่า 61 ล้านบาท ต่อมาทางบก.ปปป. ได้ตรวจสอบงบประมาณฯตั้งแต่ปี 2555-2560 (ล็อต2) จนพบว่ามีวัดที่เข้าข่ายการกระทำความผิดทั่วประเทศไทยอีกถึง 476 วัด โดยทางปปป.ได้ตรวจสอบแล้วพบการกระทำผิด 23 คดีรวมความเสียหายประมาณ 140 ล้านบาท ผู้ต้องหาจำนวน 19 ราย ส่วนในล็อต 3 รวม 10 วัด มูลค่า 140 ล้านบาท ทั้งนี้มีผู้ต้องหาสรุปรวมแล้วทั้งสิ้น 19 ราย ประกอบด้วยพระสงฆ์ 7 รูป ข้าราชการและอดีตข้าราชการ พศ. 10 คน แบ่งเป็นผู้ต้องหาเก่า 8 คน เพิ่มผู้ต้องหาใหม่ 2 คน เป็นระดับอดีตข้าราชการ รอง ผอ.พศ. 1 ราย และระดับหัวหน้าหน่วย 1 ราย รวมกับประชาชนที่มีส่วนรู้เห็น การทุจริตอีก 2ราย

Advertisement