ครูหนึ่ง ชี้ ลดภาระครูแก้ไม่ตรงจุด ครูจวง แจงแค่เฟส 1 ลั่นไม่มีเล่นแร่แปรธาตุโยนงานเพิ่มแน่นอน

2.06.26 | 21:37 น.
ลดภาระครู

ครูหนึ่ง ชี้ ลดภาระครูแก้ไม่ตรงจุด ครูจวง แจงแค่เฟส 1 ลั่นไม่มีเล่นแร่แปรธาตุโยนงานเพิ่มแน่นอน

 

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ครูหนึ่ง ธีรศักดิ์ จิระตราชู ส.ส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเพจ “ครูหนึ่ง – ธีรศักดิ์ จิระตราชู – Teerasak Chiratrachoo” ระบุว่า ส่อ! ลดภาระงานครูไม่ถึงฝั่ง อะไร คือ แก่น และกระพี้ ที่รัฐมนตรีควรให้ความสำคัญ

ผมขอส่งเสียงจากครูที่ทักมาหาผมก็ปรึกษาเรื่อง การลดภาระงานครู ของ สพฐ.ที่ประกาศออกมา และขอสะท้อนความห่วงใยไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับนโยบายนี้นะครับ

ผมพยายามติดตามการแถลงข่าวของ รมว. และ รมช. กระทรวงศึกษาธิการ (คุณประเสริฐ และคุณอัครนันท์) ซึ่งมีดำริว่าอยากจะจัดการเรื่องลดภาระงานครูอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล และเป็น Quick win ของกระทรวงศึกษาธิการด้วย ผมเห็นด้วย เรามีธงในใจเดียวกัน

เข้าใจว่านโยบายนี้ถูกประกาศไปสานต่อในทุกแท่งของกระทรวง แต่เมื่อประกาศของแท่งที่สำคัญที่สุดอย่าง สพฐ. ที่ระบุหมายเหตุไว้มีใจความว่า “ไม่ได้ยกเลิกโครงการ” แต่เป็นการลดการประเมิน หรือการทำรายงานเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งต่อการแถลงข่าว และการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของ รมว./รมช.เอง ที่บอกว่าจะยกเลิกโครงการหรือไม่ ครูหลายคนก็เข้าใจแบบนั้นไปแล้ว

Advertisement

ผมขอแชร์ประสบการณ์ที่พอจะเข้าใจลักษณะการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการดีระดับหนึ่ง การสั่งการในลักษณะนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว และไม่ค่อยเป็นผลเท่าไรนัก

กล่าวคือผลลัพธ์ไม่เคยลดภาระงานให้ครูได้จริง เพราะสุดท้ายแล้วงานเหล่านี้ไปผูกพันกับการประเมินความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน ฯลฯ  ถึงแม้จะมีคำสั่งเชิงนโยบายมาแล้ว แต่หลายครั้งเราก็เห็นว่า ผู้ปฏิบัติจำใจต้องก้มหน้าทำโครงการเหล่านี้อยู่ดีอย่างปฏิเสธไม่ได้ การประกาศยกเลิก ลด ส่วนใดส่วนหนึ่งโดยไม่พิจารณากระบวนงาน (work process) ทั้งหมด จึงอาจจะยังไม่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ดังนั้นการปรับระบบงานเหล่านี้ร่วมกับทุกสำนัก ทุกองคาพยพของกระทรวงจึงจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับ ก.ค.ศ. และเขตพื้นที่

ผมทราบว่ากระทรวงพยายามสำรวจภาระงานครูกับ “เขตพื้นที่” ทั่วประเทศ โดยมีแบบฟอร์มให้กรอกและส่งภายใน 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะนำมาสู่การแถลงข่าวเรื่องลดภาระงานครูในวันที่ 27 พ.ค.  ข้อมูลดังกล่าวทำให้ท่านตัดสินใจได้เพียงเท่านี้หรืออย่างไร

ผมไม่มั่นใจว่าท่านขาดมือดีในการวิเคราะห์ข้อมูลปฐมภูมิหรือไม่ ถ้าท่านใช้ข้อมูลตรงนั้นมาเป็นฐานวิเคราะห์จริงผมคิดว่าน่าจะได้อะไรมากกว่าประกาศ ของ สพฐ. ที่ออกมานะครับ

ผมจะลองเสนอแนะกระทรวง จากข้อมูลที่ผมเก็บได้ ให้อย่างคร่าว ๆ จากครู สพฐ. และครูจากสังกัดต่าง ๆ กลุ่มตัวอย่าง 2,785 คน ผมใช้เครื่องมือวิเคราะห์ความรู้สึกของครูพบว่ามี 37 โครงการที่ครูมีความรู้สึกทางลบ (Negative sentiment) มากกว่าความรู้สึกทางบวก (Positive sentiment)  โดยความรู้สึกทางลบนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากความไม่อยากทำโครงการ แต่เกิดขึ้นจากคำสั่งการที่มุ่งเน้นการรายงานผลแบบฉับพลันทันด่วน การมุ่งเน้นข้อมูลมากกว่าผลลัพธ์ของผู้เรียน และส่อเจตนาการมาใช้งานครูโดยมุ่งเน้น KPI ของหน่วยงานต้นสังกัดอื่น  โครงการเหล่านั้น มีดังนี้

  • (1) สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข
  • (2) โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ / โรงเรียนสุขภาวะ
  • (3) อาหารกลางวัน
  • (4) สถานศึกษาปลอดภัย (MOE Safety Center)
  • (5) อย.น้อย
  • (6) การประเมิน ITA (คุณธรรมและความโปร่งใส)
  • (7) อาหารเสริม (นมโรงเรียน)
  • (8 ) สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
  • (9) การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (O-NET/NT/RT)
  • (10) โรงเรียนคุณธรรม สพฐ.
  • (11) ส่งเสริมปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
  • (12) ธนาคารโรงเรียน
  • (13) เงินอุดหนุนนักเรียนยากจน (ปัจจัยพื้นฐาน/CCT)
  • (14) โรงเรียนสุจริต
  • (15) โรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste)
  • (16) งานเลือกตั้ง/ประชาธิปไตย
  • (17) CONNEXT ED
  • (18) โรงเรียนปลอดบุหรี่/ปลอดเหล้า
  • (19) ความปลอดภัยทางถนน/ขับขี่ปลอดภัย
  • (20) หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา
  • (21) TO BE NUMBER ONE
  • (22) โรงเรียนวิถีพุทธ
  • (23) ระบบสุขภาพจิตนักเรียน School Health HERO / HERO OBEC Care
  • (24) การประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ.)
  • (25) บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย
  • (26) โรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา (Eco-School)
  • (27) กองทุนหลักประกันสุขภาพ (สปสช.ท้องถิ่น)
  • (28) อนุรักษ์พันธุกรรมพืช (อพ.สธ.)
  • (29) ป้องกันเด็กจมน้ำ
  • (30) Thailand Zero Dropout (พาน้องกลับมาเรียน)
  • (31) ระบบติดตามการใช้สารเสพติดในสถานศึกษา (CATAS/NISPA)
  • (32) การสอบธรรมศึกษา
  • (33) ครู D.A.R.E. / ตำรวจ D.A.R.E.
  • (34) เด็กไทยสายตาดี
  • (35) โรงเรียนคุณภาพ/โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล
  • (36) สภาเด็กและเยาวชน
  • (37) งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

นี่แค่โครงการเบื้องต้นเท่านั้นที่ถูกสะท้อนว่าเป็นภาระผมเชื่อว่าถ้าเอาข้อมูลจากหน่วยงานในสังกัดที่ท่านเก็บได้มาวิเคราะห์จะมีความแม่นยำของข้อมูล และประโยชน์มากกว่านี้

อย่างไรก็ตามสมมติฐานของผมคือการทำให้โครงการทั้งหมดนี้หายไป ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการลดภาระงานครู ทุกคนจะเห็นว่าโครงการเหล่านี้เป็นกระบวนการในลักษณะที่ไหลเข้ามาในโรงเรียนจากต้นสังกัดก็ดี จากหน่วยงานภายนอกก็ดี จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ดี

โครงการต่าง ๆ ล้วนมาจากฐานคิดของ “ความหวังดี” เป้าหมายของแต่ละโครงการนั้นก็ล้วนแต่จะทำให้เด็กในโรงเรียนได้มีความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งสิ้น แต่บางครั้งความหวังดีซึ่งผิดที่ผิดทางก็มาพร้อมกับปัญหาเช่นกัน

กล่าวคือสุดท้ายใครอยากทำโครงการที่ตีความได้ว่าเป็น “ความหวังดีต่อเด็ก” ก็จะเอาไปยัดให้กับโรงเรียนหมดอย่างนั้นหรือ แบบนี้เราควรต้องตั้งคำถามหรือไม่ คำตอบอาจเป็นไปได้หลายวิธีในการแก้ไขปัญหา

แต่สำหรับผมขอเสนอว่า “…ไม่ควรมีโครงการจากภายนอกถึงแม้เป็นของต้นสังกัดเองไหลเข้าไปในโรงเรียน..”

พื้นที่ของโรงเรียนควรเป็นพื้นที่แห่งวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยการจะออกแบบโครงการใดๆในโรงเรียนนั้นควรเชื่อมโยงกับความสนใจและปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียน และครูโดยตรง เราเรียกสิ่งนี้ว่าการพัฒนาโรงเรียนโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School based development)

กระทรวงควรให้งบประมาณกับโรงเรียนไปบนพื้นฐานความเชื่อใจ (Trust) เพื่อไปออกแบบโครงการตามความต้องการซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีไม่เหมือนกันเลย หากว่าเรากลัวว่าเด็กขาดพร่องในเรื่องที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจึงต้องมีโครงการเฉพาะกิจขึ้นมา

ให้เปลี่ยนวิธีคิดในเรื่องนี้ กล่าวคืออย่าไปยัดโครงการใส่มือโรงเรียน แต่ในฐานะกระทรวงที่เป็น Regulator ควรกลับมา “ทบทวนหลักสูตรชาติ”  ซึ่งคนทำโดยมีวงรอบที่ชัดเจน ทำแบบนี้การเรียนการสอนก็มีหลักประกันว่าโรงเรียนจะไม่ทิ้งทักษะที่จำเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดไป และเมื่อกำหนดตรงนี้แล้วก็ไม่ต้องไประแวงว่าโรงเรียนจะทำหรือไม่ทำ ให้เป็นอิสระของโรงเรียน

ทั้งนี้แต่ละโรงเรียนคงมีคุณภาพในการดำเนินการเท่ากันหรือไม่นั้น ตรงนี้ก็ให้เป็นการแสดงฝีมือการบริหารของผู้อำนวยการโรงเรียน เราก็ให้ความดีความชอบผู้บริหาร และครูจากตรงนี้ทำแบบนี้ได้ภาระงานลงทุนก็จะไม่มารบเร้าวุ่นวายโรงเรียนอีก

จึงขอยืนยันว่าการเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการเป็นเรื่องที่สำคัญ รัฐมนตรีควรให้ความสำคัญในเรื่องนี้ครับ

ต่อมาทางด้าน ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง ที่ปรึกษาของนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แชร์โพสต์ดังกล่าวพร้อมระบุข้อความผ่านเพจ “ปารมี ไวจงเจริญ” ว่า

จากกรณีนี้ที่ครูหนึ่ง ธีรศักดิ์ จิระตราชู ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มีความกังวลเรื่องนโยบายลดภาระงานครูของรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะแก้ไม่ตรงจุด ไม่ถึงฝั่งฝันนั้น

ดิฉันขออนุญาตชี้แจงค่ะว่า นโยบายลดภาระงานครูด้วยการยกเลิกโครงการและยกเลิกการประเมิน, การรายงาน และการประกวดของ 7 โครงการ ที่ได้มีการแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น เป็นแค่เฟส 1 ค่ะ หลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการยกเลิกและลดโครงการในเฟส 2 ต่อไป ซึ่งกำลังเตรียมจะประกาศในไม่ช้านี้ค่ะ

ในส่วนของประกาศ สพฐ. ที่ออกมาในวันนี้ เรื่องยกเลิกการประเมิน, การรายงานและการประกวดของ 6 โครงการ แต่ทำไมไม่มีการยกเลิกโครงการโรงเรียนสีขาว ดิฉันต้องขออนุญาตชี้แจงค่ะว่า โครงการโรงเรียนสีขาวเป็นของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกำลังจะมีประกาศอย่างเป็นทางการออกมาในเร็ว ๆ นี้ค่ะ

รวมทั้งประเด็นสำคัญซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาภาระงานครูได้ในระยะยาวนั้น กระทรวงศึกษาธิการกำลังพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการย้ายโรงเรียน รวมถึงหลักเกณฑ์ในการประเมินผลงานความดีความชอบของผู้บริหารโรงเรียนและครู ที่จะต้องไม่ก่อให้เกิดภาระลงไปสู่โรงเรียนและครู

นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการยังมีแนวคิดที่จะให้อิสระแก่โรงเรียนในการบริหารงานวิชาการ งานหลักสูตร รวมถึงอิสระในการเลือกโครงการที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน โดยให้ครูเลือกนำไปบูรณาการปรับใช้ในห้องเรียนแต่ละห้องอีกด้วยค่ะ

ดังนั้นดิฉันขอให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ได้โปรดเชื่อใจว่า เราต้องการจะแก้ปัญหาภาระงานครูนี้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน จะไม่ให้มีการเล่นแร่แปรธาตุยักย้ายถ่ายเทไปเพิ่มเป็นโครงการอื่น ๆ ออกมาเป็นภาระแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกอย่างแน่นอนค่ะ

ก่อนที่จะโพสต์เพิ่มเติม ว่า ดิฉันขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติม จากที่ครูหนึ่ง ธีรศักดิ์ จิระตราชู ได้เข้ามาคอมเมนท์ในสเตตัสของดิฉันว่า เป็นห่วงช่องว่างในการสั่งการระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ ในนโยบายลดภาระงานครูนั้น
.
ดิฉันขอขอบคุณครูหนึ่ง ธีรศักดิ์ ที่เป็นห่วงเรื่องช่องว่างในการสั่งการระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ ในประเด็นนี้ รมว. และ รมช.ศึกษาธิการ ก็เป็นห่วงเรื่องนี้มาก ได้มีการกำชับผู้บริหารทุกสำนักในกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะ สพฐ. และสำนักปลัดกระทรวงไว้แล้วค่ะว่า จะต้องไม่มีช่องว่างในการสั่งการตรงนี้ การยกเลิกโครงการ หรือยกเลิกประเมิน, รายงาน และประกวดที่ได้แถลงข่าวไป จะต้องยกเลิกอย่างแท้จริงค่ะ
.
ส่วนในกรณีการประเมินกิจกรรม ITA ออนไลน์ของ ป.ป.ช. นั้น แน่นอนค่ะว่า ดิฉันและครูหนึ่ง เรานั่งอยู่ในอนุกรรมาธิการการพัฒนาหลักสูตรและระบบการศึกษาฯ ในกรรมาธิการการศึกษา ของสภาชุดที่แล้วด้วยกัน ซึ่งได้เชิญผู้บริหาร ป.ป.ช ที่ดูแลกิจกรรมประเมิน ITA ออนไลน์และดูแลหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เข้ามาคุยกันในอนุกรรมาธิการฯ
.
ซึ่ง ป.ป.ช. ก็ชี้แจงว่าการประเมิน ITA ออนไลน์ ยังจำเป็นอยู่ แต่เป็นการประเมินระดับกรมขึ้นไป เพื่อแสดงความโปร่งใสในการบริหารงาน ไม่ใช่การประเมินในระดับสถานศึกษาและไม่ต้องให้ครูในโรงเรียนมาแบกรับภาระตรงนี้
.
ประเด็นนี้ ในที่ประชุมนโยบายลดภาระครูของกระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันได้เปิดไมค์แสดงความเห็นถึงเลขา กพฐ. และผู้บริหารกระทรวงศึกษาฯ ว่า ถ้า ป.ป.ช. ยังให้มีการประเมิน ITA ออนไลน์ในระดับกรมอยู่นั้น ต้องให้ส่วนกลาง หรือผู้บริหารแต่ละเขตพื้นที่ ไปเก็บข้อมูลการประเมินนี้เอง โดยต้องไม่ให้มีการส่งต่อภาระนี้ไปยังครูและผู้บริหารโรงเรียนโดยเด็ดขาดค่ะ
.
หลังจากนี้ไป หากครูและบุคลากรทางการศึกษาท่านใดที่โรงเรียนของท่าน ยังคงให้มีการประเมิน หรือรายงาน หรือประกวด ใน 7 โครงการที่มีการยกเลิกไป ขอให้ท่านแจ้งข้อมูลมายัง facebook ของดิฉันหรือ facebook ของ รมช.อัครนันท์ ได้เลยค่ะ พวกเราจะรีบตรวจสอบและแก้ไขให้ท่านทันที รวมทั้งจะปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างแน่นอนค่ะ ขอบคุณค่ะ