‘พิเชฐ’ เลขาฯ สกศ.คนใหม่ กางโรดแมป พลิกโฉมการศึกษา

14.10.26 | 09:00 น.

หมายเหตุ – มติชนสัมภาษณ์ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ถึงทิศทางการทำงานและภารกิจสำคัญของ สกศ.


วางทิศทางการทำงานของ สกศ.ไว้อย่างไร

มีหน้าที่มองภาพรวมการจัดการศึกษาในภาพรวม เพื่อเสนอแนะนโยบาย วางกรอบทิศทาง และเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ สิ่งที่ต้องการผลักดันคือการทำให้ สกศ.เป็นพื้นที่กลางทางวิชาการ เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และสื่อมวลชน เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และหาแนวทางแก้ไขปัญหาการศึกษา ภายใต้แนวคิด All for Education ที่ถือว่าการศึกษาเป็นภารกิจร่วมกันของทุกคนในสังคม

ภารกิจเร่งด่วนของ สกศ.โดยเฉพาะการปรับทิศทางการศึกษาของประเทศ

มีหลายด้าน ทั้งการทบทวนแผนการศึกษาชาติ การปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาชาติ การพัฒนากลไกเชื่อมโยงการศึกษากับตลาดแรงงาน การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษา ตลอดจนการผลักดันกฎหมายการศึกษาให้มีความทันสมัย สำหรับแผนการศึกษาชาติ ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาการศึกษาระยะยาว 20 ปี และดำเนินการมาแล้ว 10 ปี จำเป็นต้องทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เพื่อประเมินว่าสิ่งใดประสบความสำเร็จ สิ่งใดยังเป็นปัญหา และทิศทางในช่วง 10 ปี ข้างหน้าควรปรับเปลี่ยนอย่างไร โดยต้องทำให้หน่วยงานที่จัดการศึกษาทั้งในและนอกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำแผนไปใช้เป็นกรอบการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน ต้องทบทวนมาตรฐานการศึกษาชาติให้สอดคล้องกับบริบทโลก ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการกำลังคนในอนาคต การศึกษาจะต้องไม่มุ่งเฉพาะความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ประยุกต์ใช้ความรู้และปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ด้วย

การเชื่อมโยงการศึกษากับโลกการทำงาน?

ต้องทำให้การเรียนรู้ตอบโจทย์การทำงานและการพัฒนากำลังคนมากขึ้น โดย สกศ.ให้ความสำคัญกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมโยงคุณวุฒิทางการศึกษากับมาตรฐานอาชีพและมาตรฐานแรงงาน รวมถึงการเชื่อมโยงกับมาตรฐานในระดับอาเซียน เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อีกกลไกหนึ่งคือ ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตจากการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ และนำผลการเรียนรู้มาใช้ต่อยอดการศึกษาได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงการเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาเรียนรายวิชาระดับมหาวิทยาลัยล่วงหน้าได้ตามเงื่อนไขของแต่ละสถาบัน แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบการศึกษา ลดข้อจำกัดเรื่องเวลาและเส้นทางการเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนออกแบบการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับความสนใจและเป้าหมายของตนเองมากขึ้น

Advertisement

การยกระดับผลประเมิน PISA ของไทย?

การยกระดับผลการประเมิน PISA ของประเทศไทยต้องพัฒนาทักษะของผู้เรียนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับปฐมวัยต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ใช้ในการประเมิน PISA แนวทางสำคัญคือ การพัฒนาทักษะการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง ตลอดจนเชื่อมโยงการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน และการประเมินผลระดับชาติเข้าด้วยกัน เพื่อให้การยกระดับคะแนนสะท้อนคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทยอย่างแท้จริง

ความคืบหน้าการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…

การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ เป็นอีกภารกิจสำคัญของ สกศ. นอกจากการดำเนินการตามขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎหมายแล้ว ยังต้องเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตลอดจนการจัดทำกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้สามารถนำหลักการและบทบัญญัติไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ รวมถึงการทบทวนโครงสร้างองค์กรและกรอบอัตรากำลังเพื่อให้การทำงานของหน่วยงานด้านการศึกษามีความคล่องตัว ลดความซ้ำซ้อน และสอดคล้องกับภารกิจในปัจจุบัน

หน้าที่ของ สกศ.ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อจัดทำข้อเสนอหรือผลักดันกฎหมายแล้ว แต่ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงหลักการระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติ สนับสนุนองค์ความรู้ และประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าไปด้วยกัน การพัฒนาการศึกษาไทยต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย สกศ.จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการรวบรวมข้อมูลและความเห็นทางวิชาการ เสนอทิศทางการพัฒนา และผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาไม่หยุดอยู่เพียงแผนงานหรือข้อกฎหมาย แต่เกิดผลกับผู้เรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ

สกศ.จะใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและความร่วมมือทางวิชาการอย่างไร?

งานวิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบาย เพราะช่วยให้เห็นทั้งสาเหตุของปัญหา ทางเลือกในการแก้ไข และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น สกศ.จึงต้องส่งเสริมความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง นอกจากการสนับสนุนงานวิจัยแล้ว ยังต้องสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระดับชาติ รวมถึงพัฒนาช่องทางเผยแพร่ผลงานทางวิชาการให้มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการกำหนดนโยบายและการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติ
ผมต้องการให้ สกศ.ทำหน้าที่เสมือนเป็นสภาผู้แทนด้านการศึกษาคือ เป็นพื้นที่กลางที่ทุกภาคส่วนเข้ามาเสนอความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมกันหาแนวทางพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะการนำข้อมูลจากโรงเรียนและพื้นที่จริงมาประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพราะโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มีเฉพาะโรงเรียนที่มีทรัพยากรพร้อมเท่านั้น แต่ยังมีโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้ดีจากการบริหารจัดการที่เหมาะสม ความร่วมมือของชุมชน และความมุ่งมั่นของครู เราต้องค้นหาต้นแบบเหล่านี้ ถอดบทเรียน และขยายผลให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง

ตามนโยบาย All for Education ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการศธ. โดยเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ โดยนำจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนมาเชื่อมโยงกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียน และชุมชน ตัวอย่างเช่น เครือข่ายโรงเรียน CONNEXT ED ที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาโรงเรียน ความร่วมมือเหล่านี้เป็นต้นทุนที่ดี แต่สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้โครงการต่างๆ เชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศ สามารถขยายผล และตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนในแต่ละพื้นที่ อีกแนวทางคือ การส่งเสริมเมืองแห่งการเรียนรู้ ตามแนวทางของยูเนสโก ซึ่งสนับสนุนให้ท้องถิ่นและชุมชนจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้ทรัพยากรและทุนทางสังคมที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การบริหารงานภายใน สกศ.ต่อจากนี้?

ต้องปรับองค์กรให้มีความคล่องตัวและสอดคล้องกับภารกิจในปัจจุบัน ทั้งการทบทวนโครงสร้างองค์กรและกรอบอัตรากำลัง เพื่อลดความซ้ำซ้อน และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าสู่การเป็นสำนักงานดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ลดการพึ่งพาเอกสาร เพิ่มความรวดเร็วในการประสานงานและสื่อสารภายในองค์กร ตลอดจนสนับสนุนให้บุคลากรทำงานได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น

สิ่งสำคัญคือ การปรับกระบวนการทำงานให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบาย ไม่ใช่ให้ขั้นตอนภายในองค์กรเป็นข้อจำกัดในการทำงาน เพราะ สกศ.ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูล องค์ความรู้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

กดดันหรือไม่ที่ต้องมานั่งในตำแหน่งเลขาธิการ สกศ.

ไม่กดดัน หลายคนอาจมองว่าการได้มานั่งตำแหน่งนี้ เหมือนถูกเก็บเข้ากรุ ซึ่งผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้น แต่มองเป็นโอกาสที่ได้ทำงานวิชาการ โดยตั้งใจนำประสบการณ์ทำงานด้านการศึกษากว่า 30 ปี เริ่มตั้งแต่การเป็นครู ทำงานในเขตพื้นที่การศึกษา มาประยุกต์ใช้กับการกำหนดนโยบายระดับชาติ เพื่อให้ข้อเสนอของ สกศ.ตั้งอยู่บนพื้นฐานของปัญหาจริงและสามารถนำไปปฏิบัติได้ ไม่ใช่จัดทำแผนหรืองานวิจัยแล้วจบอยู่เพียงในเอกสาร