‘ชัชชาติ’ จัดเต็ม 2 ชม. สแกนยิบ ‘กทม.’ ชี้โครงสร้างรวมศูนย์ ผอ.เขตไม่ผูกพันพื้นที่ เชื่อเมืองพัฒนาได้ เริ่มจากคนมีวินัย

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บรรยายในงาน Public Talk Season โลกรอบสถาปัตยกรรมผังเมือง ปี 3 หัวข้อ Better City จะทำเมืองให้ดีขึ้นได้อย่างไร

รศ.ดร.ชัชชาติกล่าวว่า ถ้าเราไม่เตรียมเมืองให้พร้อมสุดท้ายเมืองก็อยู่ไม่ได้ เพราะคนเก่งหนีหมด ยกเว้นคนไม่มีทางเลือกจริงๆ ก่อนอื่นต้องถามว่าเรารู้จักกรุงเทพฯ ดีหรือยัง คำขวัญที่ว่า กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัดวังงามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทยนั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่สัมพันธ์กับชีวิต หากย้อนไปดูคำขวัญที่เคยใช้ในช่วงก่อนเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2555 จะพบว่าคือชีวิตจริงมากกว่า นั่นคือ ช่วยชุมชนแออัด ขจัดมลพิษ แก้ปัญหารถติด ทุกชีวิตรื่นรมย์

สำนักต่างๆ ใน กทม. มี 16 สำนัก เหมือนเป็นกระทรวงต่างๆ โครงสร้างค่อนข้างรวมศูนย์ ลักษณะที่น่าสนใจคือ เขตใหญ่มาก เท่าเทศบาล แต่ ผอ. เขตไม่ได้มีความผูกพันกับเขต เพราะมาตามเทอม บางคนอยู่ในตำแหน่ง 2 ปีก็ย้ายไปที่อื่น จึงไม่เข้าใจพื้นที่ ไม่เหมือนในต่างจังหวัดซึ่งบางคนอยู่เป็น 10 ปี ในอนาคตควรให้คนมีส่วนร่วมในการประเมินผลงาน ผอ.เขต

รายได้ กทม. ปีละ 86,000 ล้าน ถือว่าไม่น้อย รัฐบาลให้อีก 2 หมื่นล้าน รวมเป็น 1 แสนล้านต่อปี เยอะกว่ากระทรวงคมนาคมอีก แต่ถามว่านำเงินไปใช้อะไร สำหรับค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดคือ บุคลากร ปีละ 24,000 ล้าน แต่เชื่อว่าน่าจะถึง 30,000 ล้าน เพราะมีลูกจ้างด้วย รวมแล้ว 1 แสนคน เป็นข้าราชการ 30,000 คน นอกนั้นเป็นลูกจ้าง เช่น คนเก็บขยะ 10,000 คน ถามว่าเพียงพอหรือไม่ หากไม่เพียงพอ ทำไมไม่จ้างเพิ่ม นั่นเพราะตามพระราชบัญญัติการปกครองท้องถิ่น ห้ามจ้างบุคลากรเกิน 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ จึงติดกรอบตรงนี้

“สิ่งที่น่าแปลกใจมาก คือ กทม. มีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสะสม กล่าวคือ ใช้เงินน้อยกว่ารายได้ รายรับมากกว่ารายจ่าย และไม่ต้องส่งคืน จึงมีเงินสดฝากในธนาคารเกือบ 60,000 ล้าน แต่ไม่กล้าใช้ อาจเพราะมีการตรวจสอบเข้มข้น จึงเป็นคำถามว่าในอนาคตจะบริหารเงินให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่

สำหรับความหนาแน่นของประชากรใน 50 เขตของ กทม. จำนวนประชากรสูงสุดอยู่ในเขตสายไหม คือ 2 แสนคน น้อยสุดคือเขตสัมพันธวงศ์ เพียง 20,000 คน แต่ถ้าเทียบกับพื้นที่ เขตที่หนาแน่นน้อยที่สุดคือ เขตหนองจอก

ปัจจุบันคนจากในเมืองไปอยู่รอบนอกกันเป็นจำนวนมาก อย่างในฝั่งธนบุรี ส่วนที่อยู่ในเมือง รอขายเพื่อออกไปอยู่นอกเมือง นี่คือปัญหาของกรุงเทพฯ นั่นคือคือ ความหนาแน่นต่ำ เมืองเราไม่ได้หนาแน่น แต่กระจุกเป็นจุดๆ รถติด ถนนแน่น แต่เราต้องการเมืองที่ลดการใช้รถ เมืองที่มีสาธารณูปโภคดีขึ้น ผังเมืองของเราแออัดข้างใน แต่ผลักคนไปอยู่ข้างนอก

ถามว่ารถจะไม่ติดได้อย่างไร เพราะงานกับบ้านห่างไกลกันเหลือเกิน ใน 1 ปี เราอยู่บนรถ 1 เดือน เพราะเดินทางจากข้างนอกเข้าไปข้างใน รถไฟฟ้าก็แก้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ door to door”

สำหรับการแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ รศ.ดร.ชัชชาติมองว่า กทม.ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่มีผู้รับผิดชอบถึง 37 หน่วยงาน ถนนสายหลัก ถนนสายย่อย และฟุตปาธ ดูแลแยกกัน รถไฟฟ้าก็มีไม่รู้กี่เจ้าของสถานีเดียวกันใช้คนละชื่อ เช่น จตุจักร-หมอชิต, อโศก-สุขุมวิท

“อย่าคิดว่า กทม.เป็นผู้วิเศษที่มีอำนาจเด็ดขาด แต่ต้องเล่นบทเจ้าบ้านที่เข้มแข็งขึ้น ต้องสู้เพื่อคนกรุงเทพมากขึ้น เช่น ไฟดับต้องลุยการไฟฟ้าแทนประประชาชน ต้องเป็นตัวแทนคนกรุงเทพฯ ในการประสานงานกับหน่วยงานอื่น  

เราดีเรื่องเมกะโปรเจ็กต์ แต่เส้นเลือดฝอยเราติดขัด นี่คือปัญหา กทม.ลืมเส้นเลือดฝอย แต่ทำเมกะโปรเจ็กต์เยอะ มีเตาเผาขยะหมื่นล้าน แต่ลืมการคัดแยก การดูแลขยะ หรืออุโมงค์ยักษ์ซึ่งต่อให้ใหญ่แค่ไหน แต่ถ้าเส้นเลือดฝอยเอาน้ำไปถึงไม่ได้ น้ำก็ท่วม ปัญหาของ กทม. ไม่ใช่ปัญหาด้านเมกะโปรเจ็กต์ แต่เป็นปัญหาเรื่องการจัดการเส้นเลือดฝอยในพื้นที่

รัฐบาลควรดูแลคนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ โดยมีที่อยู่ราคาถูกให้ 5 ปี ไม่ใช่ดูแลแต่คนรายได้น้อยอย่างเดียว นอกจากนี้ ทางที่ดีควรขยายเมืองไปอยู่รอบนอก เพื่อให้งานอยู่ใกล้บ้านมากขึ้น ให้คนเดินทางน้อยลง เป็นเทรนด์ที่ช่วยเมืองให้กระจายมากขึ้น

ผมนอน 3 ทุ่ม ตื่นตีสี่ ไปถึงที่ทำงาน 6 โมงครึ่ง แต่มีคนมาถึงก่อนผมอีก อย่างแม่บ้านและ รปภ. คนพวกนี้หล่อเลี้ยงกรุงเทพฯ เป็นคนเบื้องหลัง เราจะดูแลคนเหล่านี้อย่างไร”

ประเด็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ.ดร.ชัชชาติกล่าวว่า คนมักบอกว่า กทม. ผู้ว่าฯต้องเก่ง ซึ่งไม่จริง ส่วนตัวแล้วไม่เชื่อ ตนเชื่อว่า กทม.จะดีได้ ต้องร่วมมือกัน 4 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ธุรกิจ และประชาชน ไม่มีทางที่จะฝากความหวังไว้กับผู้ว่าฯ ให้แก้ปัญหาคนเดียว ประชาชนก็ต้องปรับแนวคิด อย่าหวังว่าทุกอย่างต้องแก้โดยรัฐ เราคือเมือง เมืองสะท้อนเรา เราคือประชาชน ถ้าเราไม่เปลี่ยนอย่าหวังว่าเมืองจะเปลี่ยน

เวลารถติด ไม่ใช่ก่นด่า กทม.กับรัฐบาล แต่ต้องแชร์ความรับผิดชอบด้วย เมืองที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่เมืองที่คนจนมีรถ แต่เป็นเมืองที่คนรวยมานั่งรถสาธารณะ เมืองจะพัฒนาได้ ต้องเริ่มจากคนมีวินัยซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอิสระในการใช้ชีวิต เราฝันอยากเป็นอย่างญี่ปุ่น แต่ไม่เคยรับผิดชอบเมืองร่วมกัน เราจะตกเป็นทาสของการอยากเป็น

ทุกวันนี้คนใช้รถเมล์ 1 ล้านสี่แสนคน รถติดเพราะระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ดี การสร้างถนนเพื่อแก้ไขรถติดอาจไม่ถูก เมื่อสร้างถนน เมืองจะไปตามถนน

นอกจากประชาชนแล้ว ภาควิชาการก็สำคัญเช่นกัน เพราะเป็นมันสมอง ภาคธุรกิจก็สำคัญ งบประมาณของประเทศยังสู้ภาคธุรกิจไม่ได้ ตัวอย่างที่ดีคือ สกายวอล์กซึ่งเอกชนร่วมกันสร้างเพราะเชื่อมเข้าอาคารของตัวเอง นี่คือสิ่งที่เอกชนมีส่วนร่วมในการปรับปรุงเมืองให้ดีขึ้น

“ผมถามแท็กซี่ว่า ห้างไหนจอดรถแท็กซี่ดีที่สุด เขาบอก มาบุญครอง เพราะไม่เบียดเบียนพื้นที่ถนน นี่เป็นจิตสำนึกที่เอกชนมาร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในเมืองควรลดที่จอดรถ เพื่อบังคับให้คนนั่งรถไฟฟ้ามา ห้างบางแห่งอยู่ศูนย์กลางรถไฟฟ้า แต่ที่จอดรถมหาศาล คนขับรถมา รถก็ติด กฎหมายผังเมืองอาจต้องเปลี่ยนว่าไม่ต้องมีที่จอดรถในห้างแล้ว

เทรนด์ช่วงหลัง มีบริษัทพัฒนาเมืองที่ช่วยไกด์รัฐบาลได้ เช่น ขอนแก่นพัฒนาเมือง ระยองพัฒนาเมือง นอกจากนี้ ผู้นำก็สำคัญ มีตัวอย่างทั่วโลก เช่น เมืองโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เดิมมีสลัม ยาเสพติดเยอะ แต่นายกเทศมนตรีมีการปรับพฤติกรรมคนโดยไม่ใช่กฎหมาย เน้นให้คนมีส่วนร่วม ปรับเป็นเมืองจักรยาน วันอาทิตย์ปิดถนนให้คนมาขี่จักรยาน

เมืองไทยมีคนเก่งๆ เยอะ อย่าง นายกเทศมนตรี 6 สมัยของ ‘พนัสนิคม’ พื้นที่ 2.87 ตร.กม. คนแค่หมื่นคน เขามีแนวคิด คนอยู่ดี คนมีสุข เมืองนี้ติดอันดับยูเอ็น ตำบลยั่งยืน มีพื้นที่สีเขียวมากกว่ายูเอ็นกำหนด มีการดูแลคนแก่ มีธนาคารขยะ อีกหนึ่งตัวอย่างคือ ยะลา ซึ่งผังเมืองดี มีวงเวียน 3 วง พื้นที่ไม่ใหญ่ แค่ 19 ตร.กม. ประชากร 6 หมื่นคน ผมไปคุยมาครึ่งวัน ท่านสุดยอด โปรเจ็กต์เยอะ มีวงซิมโฟนีของตัวเอง ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และทีมเวิร์กคือสิ่งสำคัญ”

รศ.ดร.ชัชชาติกล่าวต่อ ว่ารัฐต้องเปิดข้อมูลต่างๆ ให้คนเข้าถึงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างในพื้นที่ ให้คนแชร์ความเห็น มีความโปร่งใส ข้อมูลทุกอย่างของ กทม.ควรให้คนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องร้องขอ เอาขึ้นแพลตฟอร์มให้หมด ให้คนมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบาย เป็น แอ็กทีฟ ซิติเซ่น

หัวใจของเมืองคือเศรษฐกิจ ไม่มีเศรษฐกิจก็อยู่ไม่ได้ แต่ที่ผ่านมา กทม.ไม่ค่อยพูดเรื่องเศรษฐกิจ ไปพูดเรื่องอดีตเยอะ แต่ไม่วางอนาคตเมือง พูดแต่เรื่องขยะ น้ำท่วม รถติด กทม.ต้องคิดเรื่องนี้ซึ่งสำคัญไม่แพ้ความโปร่งใส ทำอย่างไรให้คนมีรายได้ ส่งเสริมย่านต่างๆ เช่น ย่านเสื้อผ้า แฟชั่น เทคโนโลยี ฯลฯ คนจะเสียภาษีได้ มีการใช้จ่าย ไม่แพ้เรื่องโปร่งใส การสร้างเศรษฐกิจต้องร่วมมือกัน

สำหรับเรื่องเทคโนโลยีมองว่าดิจิทัลกับอนาล็อกต้องสมดุลกันประชาชนส่วนหนึ่งยังเป็นอนาล็อกอยู่ ออนไลน์กับออฟไลน์ต้องมาเจอกัน เศรษฐกิจจึงจะเดินต่อไปได้ นี่คือหน้าที่ของรัฐ ตัวอย่างเช่น ชุมชนพระราม 9 วัดเทพลีลา ป้าๆ ตัดเย็บเสื้อผ้าเก่งมาก ทำอาหาร ทำขนมเก่ง เป็นกลุ่มอนาล็อก ออฟไลน์ ทำอย่างไรให้ออฟไลน์กับเด็กๆ ที่ออนไลน์มาเจอกัน

“ประเด็นหาบเร่แผงลอยใน กทม.ที่โดนรื้อ มองว่าควรถามคนในพื้นที่ด้วยว่า เขาเอาหาบเร่แผงลอยไหม ทุกวันนี้ผมก็หาอะไรกินลำบาก เพราะโดนไล่หมดแล้ว เรื่องสตรีทฟู๊ดสิงคโปร์มีโมเดลที่ดี คือให้สตรีทฟู๊ดย้ายมารวมกัน

เราพูดเรื่องสมาร์ทซิตี้เยอะ คนตามจีพีเอส ใช้เทคโนโลยี แต่ผมว่าไม่ต้องฉลาดมาก เอาแค่ฉลาดพอ ก็พอแล้ว สมาร์ทซิตี้เป็นยูโทเปียอย่างหนึ่ง ซึ่งส่วนนึงเป็นกิมมิคของการขายของ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีไม่สามารถให้คำตอบหรือคำถามได้ แต่ต้องมาจากโพลีซี (นโยบาย) เป็นหลัก อย่าไปเห่อเทคโนโลยี อย่างบ้านเรามีป้ายแท็กซี่อัจฉริยะ แต่ไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต”  รศ.ดร.ชัชชาติกล่าว ก่อนปิดท้ายว่า อย่าคิดว่าทุกอย่างต้องให้รัฐทำ แต่ต้องมาจากเราจากทุกคน โดยรัฐช่วยกำหนดนโยบาย ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่ ทุกคนต้องร่วมกันต้องเป็นทีม ร่วมกันทำให้เมืองดีขึ้น

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘เมย์-ครีม-บาส-ปอป้อ’ พาเหรดทะลุเข้ารอบก่อนรองขนไก่ไชน่า
บทความถัดไป‘เวนเกอร์’ เปิดใจแล้ว! กรณีข่าวลือจ่อนั่งกุนซือ ‘บาเยิร์น มิวนิก’ หลัง ‘โควัช’ โดนเด้ง