‘สวย-ฉลาด’ ความคิดล้าหลัง ผลิตซ้ำตีตราผู้หญิง สะท้อน ‘บิดาธิปไตย’ ให้คุณค่าผิดเพี้ยน

‘สวย-ฉลาด’ ความคิดล้าหลัง ผลิตซ้ำวาทกรรมตีตราผู้หญิง สะท้อน ‘บิดาธิปไตย’ ให้คุณค่าผิดเพี้ยน

บิดาธิปไตย – เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไม่น้อย เมื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ไปติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาจังหวัด

ช่วงหนึ่งภายในงาน นายกฯ กล่าวกับชาวบ้านว่า “วันนี้หลายคนสนใจเรื่องความความสวยงามกันเยอะ แต่สวยงามแล้วต้องมีสติปัญญา มีสมองด้วย ถามอะไรต้องตอบได้ เวลาไปสมัครงานจะยิ้มอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องสวยแล้วมีสมอง ไม่สวยแต่มีสมองกันอยู่แล้ว ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยสวยแล้วมีสมองเยอะ คนสวย….ก็มีสมอง และที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ทุกคนสวยและมีสมอง และขอให้เข้าใจว่าที่ตนพูดไปนั้น ไม่ได้ว่าใคร เดี๋ยวจะหาว่าไปละเมิดสิทธิคนอื่นเข้าอีกที่พูด ทุกคนต้องใช้ศักยภาพของตัวเอง หาศักยภาพตัวเองให้เจอ”

จุดประเด็นให้สังคมตั้งคำถาม ถึงความเหมาะสม และจริงหรือ ที่ต้องสนใจแค่ สวย หรือไม่สวย

ย้อนกลับไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ บิ๊กตู่ เอ่ยวาทะเกี่ยว ข้องกับ “ความสวย” หลังเข้ารับตำแหน่ง เฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมา

ในระหว่างประชุมรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ เอ่ยตอบ ช่อ – พรรณิการ์ วาณิช ที่ลุกขึ้นอภิปรายว่า “คนสวย” เป็นเหตุให้ส.ส.อนาคตใหม่ ต้องออกมากล่าวให้นายกฯ ถอนคำพูด

ต้นเดือนธันวาคม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวปาฐกถาในงานเปิดตัว เครือข่ายเพื่อความยั่งยืนประเทศไทย ว่า “วันนี้นอกจากการใช้จ่าย ในเรื่องของคุณภาพชีวิตแล้ว อะไรอีกล่ะ ความสวยงาม แต่งตัว อะไรล่ะ เขาเรียกอะไรนะ ทำหน้าสวยๆ น่ะ ทำจมูกไปด้วย ทำนองนี้นะ อันนี้คือความต้องการของมนุษย์ธรรมดา ผมไม่ได้ไปอะไรกับท่าน ก็ยินดีที่ทำแล้วมันสวยขึ้น ผมไม่ได้ว่าอะไร คนจะงาม งามน้ำใจใช่ใบหน้า ทำความดีไว้นะครับ มันสวยเอง”

นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่สุไหงโก-ลก

ในเรื่องนี้ ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า วาทะเรื่องความสวย ฉลาด ไม่สวย โง่ นั้น บ่งบอกให้เห็นว่า ที่ผ่านมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรื่องความงาม หรือคุณค่าของผู้หญิง ไม่เคยถูกกำหนดจากผู้หญิงเองเลย แต่เป็นมุมจากแหล่งอำนาจที่เหนือกว่าคือเพศชาย หรือ บิดาธิปไตย ที่บอกว่าผู้หญิงดีไม่ดี สวยหรือไม่สวย ฉลาดหรือโง่ทั้งนั้น จากการศึกษาที่ผ่านมา ก็ได้เห็นว่า ผู้หญิงต้องวิ่งไล่ตามคุณค่าว่าต้องสวย ต้องฉลาด ไม่สวย โง่ ไล่ตามมาตรฐานคุณค่าที่ผิดเพี้ยน บางครั้งทำให้ต้องบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตก็มี

ดร.ชเนตตี เผยว่า ยิ่งเรื่องนี้ ถูกพูดผ่านผู้นำประเทศ นำไปสู่บริบททางการเมือง ซึ่งการใช้อำนาจทางการเมือง เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตผู้คน เป็นกลไกในการจัดสรรงบประมาณ นโยบาย ยิ่งเป็นการผลิตซ้ำความรุนแรง และไม่ได้มีนัยยะของการยกสถานภาพผู้หญิงเลย ซึ่งความจริงแล้ว การเป็นผู้หญิง ก็มีราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่าเพศอื่นอยู่แล้ว การผลิตซ้ำวาทกรรมนี้ ทำให้ผู้หญิงต้องไปไล่ตามมาตรฐานที่บิดเบี้ยว ว่าต้องสวย ต้องฉลาด ซึ่งผู้หญิงควรที่จะมีอิสระในตนเอง อิสระในการกำหนดคุณค่าเหนือร่างกาย ที่จะบอกว่า เธอจะสวย หรือฉลาด อย่างไร เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามสิทธิมนุษยชน และหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของเขาที่ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาบอก

“สังคมไม่ควรเอาค่านิยมนี้มาตัดสินผู้หญิง ไม่ว่าจะจากอำนาจรัฐ หรืออำนาจทุน” ดร.ชเนตตีเผย

ดร.ชเนตตี กล่าวอีกว่า นอกจากจะเป็นการผลิตซ้ำวาทกรรมแล้ว การพูดเรื่องความสวย และฉลาด ยังนำมาซึ่งการบูลลี่ร่างกายผู้หญิงมากขึ้น เป็นการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากความฉลาด ความสวย มาตีตราว่ามีแค่ สวย หรือฉลาด หากไม่เป็นตามนี้ ก็จะเข้าไม่ถึงโอกาสทางสังคม เป็นต้นเหตุการเลือกปฏิบัติ จากการไม่ได้อยู่ในมาตรฐานของสังคม

“จึงอยากเรียกร้องให้ผู้นำประเทศ และรัฐบาล เปลี่ยนฐานความคิดเสียใหม่ มองผู้หญิงในมิติที่หลากหลายมากขึ้น ผู้หญิงไม่ได้มีแค่ 2 ด้าน แต่ยังมีคุณค่าอีกหลายอย่าง ผู้หญิงเป็นผู้นำได้ เป็นนักประดิษฐ์ มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรม เป็นผู้สร้างสันติภาพในหลายโอกาสจากหลายเหตุการณ์ในโลก อย่าไปโฟกัสแค่สวย ฉลาด โง่ ไม่สวย เพราะคำเหล่านี้ไม่ได้ถือว่ายกย่องผู้หญิงเลย ยิ่งใกล้วันสตรีสากลแล้ว ยิ่งไม่ควรทำให้สถานภาพของผู้หญิงตกต่ำไปมากกว่านี้” ดร.ชเนตตีกล่าว

ดร.ชเนตตี ทินนาม ภาพจาก คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

ด้าน ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังหลังจากที่ได้อ่านข่าวที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงผู้หญิงกับความสวย ด้วยมองว่าผู้นำประเทศไม่ควรกล่าวในลักษณะนี้ ลักษณะที่ว่าผู้หญิงมีได้ 2 กล่อง สวยหรือไม่สวย และมีสมองหรือไม่มี เพราะเป็นความคิดที่ล้าหลัง ไม่ควรนำผู้หญิงไปยึดติดไว้กับ “ความสวยหรือไม่สวย” เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าทันสถานการณ์โลก และสภาพสังคมในปัจจุบันของผู้นำประเทศ ด้วยเรื่องความเท่าเทียมของคนทุกเพศ การไม่เหยียดเพศ การไม่เลือกปฏิบัตินั้น เป็นประเด็นสำคัญทางสังคมที่ได้รับการขับเคลื่อน สนับสนุน และรณรงค์จากหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำควรรับรู้ว่าโลกกำลังมีกระแสในเรื่องนี้

“ความคิดที่ว่าผู้หญิงสนใจแต่เรื่องสวยๆ งามๆ เป็นความคิดที่ล้าหลังมาก ดังที่นายกรัฐมนตรีเอง ก็เคยหยิบเรื่องนี้มาสอน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของผู้นำ ประเทศไทย มีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งมีกองส่งเสริมความเท่าเทียม มีพระราชบัญญัติการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้การบริหารของท่านนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามเมื่อท่านขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศแล้ว อาจจะต้องย้อนไปดูการทำงานของหน่วยงานภายใต้รัฐบาลของท่านด้วย ว่ามีหน่วยงานที่เขาพยายามทำงานเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคเท่าเทียมทางเพศแก่คนทุกเพศทุกวัยอยู่ มีข้อกฎหมายด้วย เพราะฉะนั้น ไม่ควรแสดงความเห็นที่สวนทางกับทิศทางการทำงานของหน่วยงานภายใต้รัฐบาลของท่านเอง ตัวผู้นำเอง อาจจะต้องพิจารณาว่า จะรับผิดชอบคำพูดที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิง ซึ่งก็เป็นเจ้าของประเทศเหมือนกันอย่างไร ผู้นำ อาจจะต้องไปศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับความเสมอภาคทางเพศ ที่หน่วยงานในประเทศไทยได้ขับเคลื่อนกันอยู่ ไปจนถึงระมัดระวังเรื่องการพูดในลักษณะที่กดขี่ทางเพศด้วย” ดร.วราภรณ์เผย

ดร.วราภรณ์ อธิบายต่อไปว่า ทัศนคติเรื่อง ‘ผู้หญิงกับความสวย’ เป็นลักษณะความคิดของคนในอดีต ที่มองผู้หญิงเชิงตัดสินและจำกัดบทบาทของผู้หญิง ว่าพวกเธอต้องใช้ความสวยของเธอเพื่อประโยชน์อย่างอื่น ต้องใช้สมองเพื่อความสวยงามเท่านั้น รวมไปถึงในกรณี “ผู้หญิงฉลาด” ก็จะมีคำพูดทำนองว่า “ฉลาดเกินไปก็หาสามีไม่ได้” สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทย “ในอดีต” มีค่านิยมไม่ได้สนับสนุนให้ผู้หญิงแสวงหาความรู้ หรือว่า หาประสบการณ์ให้ตัวเองได้เติบโต มีความรอบรู้ ทันโลก

แต่นั่นคือทัศนะของคนในอดีตตามสภาพสังคมสมัยนั้น ซึ่งในปัจจุบันสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงในปัจจุบันได้รับการศึกษาและเข้าถึงการศึกษาในอัตราส่วนที่มากกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา ไปจนถึงระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ตรงนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าผู้หญิงฉลาดกว่าผู้ชาย แต่กำลังนำเสนอว่า สังคมเปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงมีศักยภาพ มีความสามารถในการประกอบอาชีพในหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ การเมือง และภาคประชาสังคม เพราะฉะนั้นการนำเอาทัศนคติของสภาพสังคมในอดีตมาพูดมาอธิบายสังคมปัจจุบันจึงเป็นความคิดที่ล้าหลังไปแล้ว เพราะผู้หญิงปัจจุบันมีความสามารถได้โดยที่ไม่ผูกติดกับความสวยงาม

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท
บทความก่อนหน้านี้ฟังอีกครั้ง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่ ยกคำร้องผู้ร้อง
บทความถัดไปทูลกระหม่อมฯ ทรงประทานกำลังใจ ‘สรยุทธ’ ขอให้เข้มแข็งทั้งใจและกาย สู้สู้