‘พอช.’ ชี้แจงข่าว ‘ชาวชุมชนป้อมมหากาฬโวยโดนยึดที่เหตุชาวบ้านถูกฟ้องคดี’

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน / ผอ.พอช.ชี้แจง 2 ประเด็น  กรณี ‘มติชนออนไลน์’  เสนอข่าว ‘ชาวชุมชนป้อมมหากาฬที่รวมกลุ่มกันกู้เงินจาก พอช.ไปซื้อที่ดินแปลงใหม่  สุดท้ายโดนยึดที่อีก  เหตุชาวบ้าน 1 รายถูก พอช.ฟ้องคดี’  โดยยืนยันทำตามกระบวนการทางกฎหมาย  และเปิดช่องให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอกันที่ดินที่ไม่เกี่ยวข้องออก  และเจรจาหาทางออกร่วมกัน

 ตามที่ ‘มติชนออนไลน์’ ได้เผยแพร่ข่าวเรื่อง ‘ป้อมมหาหาฬโวยร่วมกู้นับล้านลงขันซื้อที่  สุดท้ายโดนยึดอีก  เหตุชาวบ้าน 1 รายถูก พอช.ฟ้องคดี’ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา  

โดยมีเนื้อหาระบุว่า  นายธวัชชัย  วรมหาคุณ  อดีตประธานชุมชนป้อมมหากาฬ  ได้เปิดเผยต่อ “มติชน” ว่า  ที่ดินของสมาชิกแถวพุทธมณฑลสาย 2 ที่ร่วมกันซื้อมาในราคา 3 ล้านบาท  โดยการรวบรวมเงินมาจากการกู้เงิน พอช. จำนวน 2 ล้านบาท  และสมาชิกร่วมกันสมทบอีกจำนวน 1 ล้านบาท  เพื่อปลูกสร้างบ้านให้กับสมาชิกที่เดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยจำนวน 8 คน  ถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาดอันเนื่องมาจากหนึ่งในสมาชิกถูก พอช.ฟ้องในคดีไม่ชำระหนี้กองทุนมิยาซาว่า  ศาลพิพากษาตั้งแต่ 5 มิถุนายน 2561 บังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาด  โดยสมาชิกที่ถูกฟ้องคดีไม่ทราบว่าตนเองถูกฟ้องมาก่อนและไม่มีโอกาสเข้ากระบวนการต่อสู้คดีนั้น  จึงทำให้สมาชิกที่ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนด 8 คนได้รับผลกระทบและได้รับความเดือดร้อน

วันนี้ (9 สิงหาคม) นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ ได้ชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว  โดยมีประเด็นชี้แจงดังนี้

Advertisement
  1. ในการฟ้องคดีกับสมาชิกหนึ่งคนของชุมชนป้อมมหากาฬดังกล่าวจากกองทุนมิยาซาว่า ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ให้ตามโครงการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมืองเพื่อนำไปปลดหนี้นอกระบบให้กับสมาชิกนั้น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. ขอเรียนว่า  ก่อนที่จะมีการฟ้องคดี พอช. ได้มีการเจรจากับลูกหนี้และอนุมัติให้มีการปรับโครงสร้างหนี้หลายครั้ง  ส่วนในการพิจารณาคดีในชั้นศาล ได้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยไปแล้ว 3 ครั้ง  เพื่อให้โอกาสสมาชิกที่ถูกฟ้องทุกคนได้เข้าเจรจาและหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาในวันที่ 23 มีนาคม 2561  โดยสมาชิกที่ถูกฟ้องคดีท่านนี้ได้ไปศาล 2 ครั้ง  แต่ด้วยคดีนี้มีลูกหนี้หลายรายไม่ให้ความร่วมมือในการเจรจาหาทางออกร่วมกัน   จึงไม่สามารถไกล่เกลี่ยหรือหาทางออกได้

ดังนั้นการชี้แจงของนายธวัชชัย  วรมหาคุณ  ในประเด็นสมาชิกที่ถูกฟ้องคดีไม่ทราบว่าตนเองถูกฟ้องมาก่อนและไม่มีโอกาสเข้ากระบวนการต่อสู้คดีนั้น  จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

  1. เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว ปรากฏว่าสมาชิกที่ถูกฟ้องทั้งหมด ทั้งที่มาศาลและไม่มาศาล  ไม่ชำระหนี้ตามคำสั่งศาล  พอช.จึงต้องบังคับคดีไปตามกระบวนการทางกฎหมาย  เมื่อ พอช. สืบทรัพย์พบที่ดินของสมาชิกจึงทำเรื่องยึดที่ดินของสมาชิกเพื่อขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระหนี้  แต่ปรากฎว่าที่ดินไม่ได้เป็นของสมาชิกที่ถูกฟ้องคนเดียว  แต่มีสมาชิกจากชุมชนป้อมมหากาฬอีก 8 คนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันอยู่ด้วย

ดังนั้นในทางกฎหมาย   สมาชิกที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกันทั้ง 8 คนยังสามารถที่จะไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอกันส่วน  ซึ่งหมายถึงการขอแยกส่วนที่ดินในกรรมสิทธิ์ของตนออกมาจากสมาชิกที่ถูกฟ้อง  เพื่อไม่ให้ พอช. บังคับคดีกระทบส่วนของสมาชิกทั้ง 8 คน  ปัจจุบันการบังคับคดีที่ดินแปลงนี้ยังอยู่ระหว่างรอการขายทอดตลาด โดยยังไม่ได้ขายทอดตลาดแต่อย่างใด

ในเรื่องนี้แม้ว่าสมาชิกที่ถูกฟ้องคดีดังกล่าวจะมีหนี้สินเดิมที่อยู่ระหว่างการแก้ปัญหา  แต่เมื่อมีความเดือดร้อนที่อยู่อาศัยก็ยังถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ พอช.  ยังให้ความช่วยเหลือได้  โดยพิจารณาไปพร้อมกัน   ทั้งเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินเดิมกับการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยใหม่  แต่ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าว จะต้องได้รับความร่วมมือจากลูกหนี้นั้นๆ ด้วย  จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายไปพร้อมกัน  และเนื่องจากเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายประเด็น   รวมถึงแผนการก่อสร้างบ้านของผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินด้วย  การเจรจาหาทางออกและแนวทางที่จะดำเนินการร่วมกันในระยะต่อไป จึงน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด

ทั้งนี้ชุมชนป้อมมหากาฬ  เดิมชาวบ้านอาศัยอยู่บริเวณหลังป้อมมหากาฬ  เขตพระนคร  มานานหลายสิบปี (รุ่นแรกๆ อยู่อาศัยสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5) ต่อมาในปี 2535  กรุงเทพมหานครได้เวนคืนที่ดิน  เพื่อเตรียมจะก่อสร้างเป็นสวนสาธารณะ  ขณะที่ชาวบ้านได้พยายามรวมกลุ่มกันต่อสู้เพื่อสิทธิในที่อยู่อาศัย  แต่ไม่สามารถต้านทานได้   ต้นปี 2561   กทม.ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามารื้อย้าย  ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งประมาณ 18 ครอบครัวได้เช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์บริเวณรัฐสภาแห่งใหม่  ย่านเกียกกาย  เพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัยแห่งใหม่  และอีก 8 ครัวเรือนรวมกลุ่มกันซื้อที่ดินแปลงใหม่ย่านพุทธมณฑลสาย 2  เนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา  เพื่อสร้างบ้านใหม่  โดย พอช.สนับสนุนสินเชื่อทั้ง 2 โครงการ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image