ส.ก.เนอส ข้องใจงบ ‘มอเตอร์แลนซ์’ จี้ชัชชาติลุกแจงยิบ ก่อนโหวตกันงบเหลื่อมปี67 – ส.ก.เขตบางแค ขอผู้บริหารรับปากทำได้ทัน เล่าลูกชายเคยประสบอุบัติเหตุ ได้มอเตอร์แลนซ์ช่วยใน 5 นาที
เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ประธานสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2567 โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการร่วมประชุม และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เข้าร่วมประชุม

ในตอนหนึ่ง น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย หรือ เนอส ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน อภิปรายความเห็นพิจารณาขอกันเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ไว้เบิกเหลื่อมปีในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 (แบบไม่มีหนี้ผูกพัน) ของหน่วยรับงบประมาณกรุงเทพมหานคร เรื่อง “รถจักรยานยนต์กู้ชีพฉุกเฉินทางการแพทย์ (MOTORLANCE) งบประมาณรายจ่ายปี 2567”
น.ส.ภัทราภรณ์ ส.ก.เขตบางซื่อ กล่าวว่า รถจักรยานยนต์กู้ชีพฉุกเฉินทางการแพทย์ (MOTORLANCE) มีเป้าหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพเข้าถึงผู้ป่วยฉุกเฉินได้โดยเร็วที่สุด หรือ ตามนโยบายของผู้ว่าฯกทม คือ ไปให้ถึงที่หมายภายใน 8 นาที เพื่อกู้ชีพผู้ป่วยเบื้องต้นในขณะที่รอรถพยาบาลมา

“กรุงเทพมหานคร ตรอกซอกซอยเยอะ และมีปัญหารถติด มอเตอร์แลนซ์คือทางออกของการกู้ชีพอย่างเถียงไม่ได้ ซึ่งอุปกรณ์ที่อยู่กู้ชีพที่อยู่ในรถ เช่น ชุดวัดระดับออกซิเจนปลายนิ้ว ถังออกซิเจน 0.25 ลิตร สายรัดห้ามเลือด อุปกรณ์ทำแผล ปรอทวัดไข้ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) เครื่องวัดความดันโลหิต ชุดช่วยหายใจมือบีบทั้งสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก เฝือกดามคอ เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด และอุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจซึ่งสำคัญมาก โดยอุปกรณ์ทั้งหมดนี้สามารถเก็บไว้ใต้เบาะ หรือ กระเป๋าข้างได้” น.ส.ภัทราภรณ์ระบุ
น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวว่า ในปี 2567 ก่อนที่สภากทมจะอนุมัติงบก้อนนี้ เราในฐานะสมาชิกสภากรุงเทพมหานครก็มีข้อกังขาหลายจุด เนื่องจากมอเตอร์แลนซ์เป็นเรื่องที่ใหม่มากในกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนั้นเราก็ยังไม่มีข้อมูลอะไร จนปลายปี 2566 ทางฝ่ายบริหารได้รับการจัดสรรรถมอเตอร์แลนซ์จากมูลนิธิโรงพยาบาลราชพิพัฒน์จำนวน 40 คัน ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานรถ ผ่านการขึ้นทะเบียนการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน จากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติแล้วจำนวน 32 คัน

“ปัจจุบันมีรถมอเตอร์แลนซ์จอดอยู่ทั้งสิ้น 18 จุด โดยแบ่งตามเขตต่างๆ 7 เขต อาทิ บางแค หนองแขม ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา ห้วยขวาง ราชเทวี ลาดพร้าว และโรงพยาบาลอีก 10 แห่ง โดยข้อมูลที่จะอภิปรายต่อจากนี้เป็นข้อมูลลมาจากการใช้งานนำร่องที่กทม.ได้รับบริจาคมา ซึ่งดิฉันคิดว่าจะสามารถยืนยันได้ดีว่า มอเตอร์แลนซ์จะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่” น.ส.ภัทราภรณ์ชี้
น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวว่า รูปแบบการให้บริการมอเตอร์แลนซ์แบ่งได้ 3 รูปแบบ คือ 1.บริการทางการพยาบาล (Nursing care) ซึ่งเป็นการดูแลผู้ป่วยทั่วไป มีการนัดหมายไม่เร่งด่วน 2.บริการดูแลผู้ป่วยอย่างเร่งด่วน (Urgency care) เป็นการบริการที่บ้านแทนการนำส่งโรงพยาบาล เช่น การให้อาหาร หรือ สายปัสสาวะหลุด และสุดท้าย 3.บริการผู้ป่วยฉุกเฉิน (Emergency care) เข้าไปตรวจสอบเหตุดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินที่บาดเจ็บ และดูแลเบื้องต้นระหว่างรอรถพยาบาลมาถึง

“สถิติการให้บริการมอเตอร์แลนซ์ย้อนกลับในเวลา 10 เดือน ตั้งแต่ตุลาคม 2566 – กรกฎาคม 2567 เราจะพบว่า บริการดูแลผู้ป่วยอย่างเร่งด่วน (Urgency care) มีการให้บริการถึง 2,302 เคส และบริการผู้ป่วยฉุกเฉิน (Emergency care) ที่เป็นการกู้ชีพมีการให้บริการถึง 2,782 เคส โดยเข้าถึงป่วยที่บาดเจ็บภายใน 8 นาที เป็นจำนวน 1,505 เคส นับเป็น 54.1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของการให้บริการทั้งหมด” น.ส.ภัทราภรณ์ชี้
น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวว่า หากเรามาดูทั้งหมดแล้วนั้น จะเห็นว่าระยะเวลาในการที่รถมอเตอร์แลนซ์ (Motorlance) เข้าถึงผู้ป่วยจากของเดิมที่เป็นรถพยาบาล (Ambulance) เทียบกันแล้วพบว่า รถพยาบาล (Ambulance) ไปถึงเป้าหมายภายในเวลา 9.25-14.33 นาที แต่หากเป็นมอเตอร์แลนซ์ (Motorlance) จะสามารถไปถึงตัวผู้ป่วยภายในเวลา 2.60 -10.06 นาทีเท่านั้น ซึ่งเราทราบกันดีว่าเวลาแค่นาทีเดียว ก็สำคัญกับการช่วยชีวิตมาก ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นหัวใจ หรือ การห้ามเลือด
น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวอีกว่า เรื่องความพร้อมของผู้ขับขี่มี 2 ส่วนจำเป็น คือ 1. ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถจักรยานตร์ และ ผู้ขับขี่ต้องมีใบประกอบเวชกิจฉุกเฉินแบบ EMT-B ซึ่งจะต้องผ่านการอบรมด้านปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐานและช่วยการแพทย์ขั้นสูง อันนี้ต้องใช้เวลาในการอบรม 30 วัน (ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ) โดยสามารถเข้าอบรมได้ที่โรงพยาบาลทั่วไป รวมถึงโรงพยาบาลของกรุงเทพมหานครเอง หรือ เราจะส่งคนไปฝึกอบรมที่หน่วยงานสังกัดอื่นก็ได้ ทำให้สร้างบุคคลกรขึ้นมาไม่ได้ยาก แต่ปัญหาคือท่านจะหาบุคคลากรเข้ามาอบรมได้อย่างไร
“เอกสารที่ฝ่ายบริหารส่งมาพบว่า 32 คันที่ใช้ได้นี้ มีคนขับเพียงพอ หลายคันก็มีคนขับสแตนบายหลายคนด้วย อีกทั้งข้อมูลไมล์รถที่ฝ่ายบริหารส่งมา 9 โรงพยาบาล พบว่า มีการใช้งานรถมอเตอร์แลนซ์อยู่ตลอด ไม่ได้จอดทิ้งไว้เฉยๆเหมือนที่เพื่อนสมาชิกมีข้อกังวลกัน โดยระยะทางวิ่งขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของโรงพยาบาล และเคสที่เกิดขึ้นในระแวกนั้นๆด้วย” น.ส.ภัทราภรณ์เผย

น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวว่า ตนขอย้ำว่างบประมาณนี้เป็นการจัดซื้อมอเตอร์แลนซ์ให้กับโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร 11 แห่ง รวมถึงศูนย์บริหารทางการแพทย์ฉุกเฉิน หรือ ศูนย์เอราวัณ
“งบประมาณทั้งหมดที่เราคุยกันอยู่นี้ ก็มีทั้งหมด 19 ล้านบาท ตกคันละ 380,000 บาท ซึ่งงบประมาณก้อนนี้ได้รับการอนุมัติโดยสภากทม.แห่งนี้เรียบร้อยแล้วในปี 2567 ที่ผ่านมา ในวันนี้เรากำลังอยู่ในวาระของงบเหลื่อมปี เรามาดูกันว่ามันมีความจำเป็นขนาดไหนในการจัดซื้อจัดจ้าง เราไม่ได้มาดูว่าโครงการนี้สมเหตุสมผลหรือไม่
ดิฉันเองก็เหตุถึงความสำคัญของงบประมาณตัวนี้ และเคารพสิทธิและเสียงของเพื่อนสมาชิกที่มีข้อกังวลหลายเรื่องในงบประมาณก้อนนี้ อยากให้ฝ่ายบริหารชี้แจง 3 ประเด็นดังนี้ ประเด็นแรกเรื่องรถ 8 คัน ที่ยังไม่ได้มีการรับโอนมาเป็นทรัพย์สินของโรงพยาบาล หรือ บางส่วนก็ยังไม่ได้ยืนขอทะเบียนในระบบบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ได้
อีกเรื่องคือ ขาดพนักงงานขับรถ ซึ่งสามารถสรรหาได้เพียงพอแล้วสำหรับรอบก่อน 32 คัน แต่ว่ารอบนี้หากงบประมาณตัวนี้ผ่าน ท่านจะต้องสรรหาคนขับมาอีก 50 คน ซึ่งตรงนี้ก็อยากให้ชี้แจงว่าท่านจะหามาได้อย่างไร
สุดท้าย คือ ความล่าช้าในการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา 1 ปีแล้ว ท่านก็ยังไม่สามารถก่อหนี้ได้ ดิฉันก็เลยอยากให้ฝ่ายบริหารชี้แจงให้สมาชิกสิ้นสงสัย เพื่อเราจะได้ลงมติให้กับโครงการที่เป็นประโยชน์ให้กับกรุงเทพมหานครได้จริง” น.ส.ภัทราภรณ์ทิ้งท้าย

ด้าน นายอำนาจ ปานเผือก สก.เขตบางแค พรรคประชาชน กล่าวว่า ตนเห็นว่าโครงการรถ motorlance เป็นการพิจารณางบประมาณสามัญในปี 2567 ตอนนี้เราอยู่ในการพิจารณางบการเงินเหลื่อมปี มีความกังวลว่าจะสามารถพิจารณาเรื่องนี้ทันหรือไม่ ถ้าผู้บริหารรับปากว่า สามารถทำได้ทันเวลาก็มีความจำเป็นที่จะต้องเห็นด้วยกับโครงการนี้เพราะเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในปี 2566
“ผมมีประสบการณ์โดยตรงกับรถ motorlance ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและครอบครัวของตนเป็นอย่างมาก เพราะเคยมีเหตุการณ์ที่ลูกชายของตนเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์คว่ำ เหตุการณ์นั้นลูกชายของผมก็ได้รถ motorlance จากโรงพยาบาลราษฎรพิพัฒน์ที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเปิดโครงการนี้ เข้าช่วยเหลือในจุดที่ลูกชายผมประสบอุบัติเหตุภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที ทำให้ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องจนปลอดภัย
จากเหตุการณ์นี้จึงแสดงให้เห็นว่า รถ motorlance มีความจำเป็นอย่างมากกับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยในกรุงเทพมหานครที่การจราจรค่อนข้างติดขัดรถขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้ทันที รวมทั้งชุมชนต่าง ๆ ในเขตรับผิดชอบของผมอย่างบางแคก็มีการใช้รถ motorlance เคลื่อนย้ายผู้ป่วยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เป็นการช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพให้กลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ ผมเห็นว่าถ้าผู้บริหารมั่นใจว่าสามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ทันเวลา ควรจะทำให้งบประมาณในส่วนนี้ได้ดำเนินการต่อเพราะเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง” นายอำนาจเผย

