‘สมาคมคราฟท์เบียร์’ ออกแถลงการณ์ปม ‘ลิซ่า’ ยันแบรนด์ไทยมีสิทธิ์ถูกพูดถึง จี้รัฐเร่งคลอดกฎหมายลูก ชี้มาตรา 32/2 ตีความกว้าง ทำประชาชนเสี่ยงโดนจับ
จากกรณีศิลปินระดับโลก “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” ได้พูดถึงส้มตำและเบียร์ไทยในรายการ The Tonight Show Starring Jimmy Fallon จนกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลก แต่กลับมีข้อกังวลเรื่องข้อจำกัดทางกฎหมายในประเทศไทยนั้น
เมื่อวันที่ 18 กันยายน นายศุภพงษ์ พรึงลำภู นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น ถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยในปัจจุบันได้รับการออกแบบในลักษณะที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นตัวศิลปิน รายการทีวี สื่อมวลชน บุคคลทั่วไปที่โพสต์หรือแชร์ ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่ร่วมแชร์ข้อมูล ต่างมีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายทั้งหมด
“แทนที่จะได้ภูมิใจกับตัวแทนคนไทย กลับต้องมานั่งระวังนักแคปภาพไปแจ้งความ นึกภาพทุกคนไปกวาดลานวัดบำเพ็ญประโยชน์ลดโทษอาญากันเป็นล้านคน คนละพันกว่าชั่วโมง นี่คือสิ่งที่ทำให้เห็นว่ากฎหมายมีปัญหาแบบสุดขั้ว” นายกสมาคมคราฟท์เบียร์ระบุ

นายศุภพงษ์ ยังระบุว่า อุปสรรคในการผลักดันความเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาเมื่อมีความพยายามจะแก้ไขกฎหมายกลับมักถูกกล่าวหาว่า มุ่งเน้นแต่จะขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่สนใจอนาคตของเยาวชน ทั้งนี้ ได้ฝากข้อเรียกร้องไปยังทุกภาคส่วนให้ร่วมกันจับตาและส่งเสียงสะท้อน โดยเฉพาะในส่วนของการจัดทำกฎหมายลูก หากไม่มีการเขียนรายละเอียดให้ครอบคลุมและเหมาะสม อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทุกฝ่ายในสังคม
นายกสมาคมคราฟท์เบียร์ กล่าวอีกว่า ปมปัญหาที่แท้จริงของกฎหมายฉบับนี้ ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะมองเป็นการโฆษณาหรือไม่โฆษณา แต่จุดที่ผิดปกติและบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงคือเรื่องของ “อัตราโทษ”
“ประเด็นของผมมันไม่ใช่เรื่องโฆษณาหรือไม่โฆษณา ประเด็นคือโทษปรับเป็น 1,000,000 บาท คุณจะเอามาใช้กับคนแชร์คนโพสต์ได้ยังไง ที่มันผิดปกติมันคือตรงนี้” นายกสมาคมคราฟท์เบียร์กล่าว
นายศุภพงษ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของข้อกฎหมายที่มีการลงโทษรุนแรงจนเกินกว่าเหตุ โดยมองว่าเป็นการตรากฎหมายที่มีอัตราโทษหนักยิ่งกว่า คดีร้ายแรงอย่างยาเสพติด แต่กลับนำมาใช้วิ่งไล่จับหรือบังคับใช้กับกลุ่มแฟนคลับและประชาชนทั่วไปเพียงเพราะการโพสต์หรือแชร์รูป
ทั้งนี้ นายกสมาคมคราฟท์เบียร์ ได้ตอบข้อสงสัยของประชาชนผ่านทางโซเชียลมีเดีย “ที่สอบถามว่า ขอถามเป็นความรู้ค่า กรณีนี้ลิซ่าจะผิดเพราะ เป็นคนไทย ใช่มั๊ยคะคนไทย ไม่ว่าจะทำผิดถ่ายรูปเบียร์แล้วสามารถตีความเป็นโฆษณาในประเทศหรือราชอาณาจักร สามารถแจ้งเอาผิดทางกม.ได้ แบบนี้ป่ะคะ”
นายศุภพงษ์ ได้โดยอธิบายถึงหลักกฎหมายตามมาตรา 32/2 ว่า กฎหมายได้ระบุคำว่า “ห้ามผู้ใดใช้ชื่อเสียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน…” ซึ่งคำว่า “ผู้ใด” ในทางกฎหมายนั้นครอบคลุมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนไทย สัญชาติอื่น หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายลูกที่ออกมาข้อยกเว้นรองรับ เช่น ข้อยกเว้นสำหรับนักท่องเที่ยว ข้อยกเว้นเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อย่างไรก็ตาม นายกสมาคมคราฟท์เบียร์ได้ระบุทัศนะชัดเจนว่า ในกรณีของลิซ่านั้น “ไม่ควรมีความผิด” เนื่องจากเป็นการกระทำและเกิดขึ้นในขอบเขตของประเทศที่กฎหมาย ให้การยอมรับและเปิดกว้าง สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างและปัญหาของตัวบทกฎหมายไทยที่ยังขาดความชัดเจนในทางปฏิบัติ

รายงานข่าวระบุว่า ข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้วางกรอบการโฆษณาและการสื่อสารการตลาดไว้อย่างเข้มงวด ทั้งการห้ามโฆษณาโดยทั่วไป (มาตรา 32/1) เว้นแต่การให้ข้อมูลข่าวสารตามเกณฑ์รัฐมนตรี, การห้ามใช้ชื่อเสียงชักจูงใจ (มาตรา 32/2) เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือแสดงเครื่องหมายให้คนบริโภค, การห้ามโฆษณาแฝงและดัดแปลงสัญลักษณ์ (มาตรา 32/3) ให้คล้ายคลึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการห้ามสนับสนุนกิจกรรม CSR (มาตรา 32/4) และการเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์กิจกรรมดังกล่าว (มาตรา 32/5)
ในส่วนของบทลงโทษ กฎหมายไทยได้แบ่งแยกอัตราโทษตามฐานความผิดอย่างชัดเจนและมีบทลงโทษรุนแรง
- กรณีฝ่าฝืนมาตรา 32/1 หรือ 32/3 (โฆษณาปกติ / โฆษณาแฝง) :
- บุคคลทั่วไป : จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขาย : จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กรณีฝ่าฝืนมาตรา 32/2, 32/4 หรือ 32/5 (ใช้ชื่อเสียง / CSR / เผยแพร่ CSR) :
- บุคคลทั่วไป : จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขาย : จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- โทษปรับรายวัน : ผู้ฝ่าฝืนในทุกกรณียังต้องระวางโทษปรับรายวันอีก วันละไม่เกิน 50,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
ทั้งนี้ต่อมาทาง สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงรายละเอียดทางกฎหมาย พร้อมแสดงจุดยืนต่อประเด็นดังกล่าวใน 3 ประเด็นหลัก โดยระบุว่า ที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมกระบวนการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาโดยตลอด โดยมีแนวทางชัดเจนว่าการสื่อสารข้อมูลควรทำได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และไม่ควรมีประชาชนถูกจับจากการสื่อสาร ทว่าเนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ สาธารณสุข และกลุ่มรณรงค์ ส่งผลให้เนื้อหากฎหมายหลายส่วนยังคงมีความเข้มงวดสูง
สมาคมฯ ระบุต่อว่า ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือ “ยังไม่มีการประกาศกฎหมายลูก” หรือระเบียบการบังคับใช้ที่ชัดเจนออกมา โดยเฉพาะมาตรา 32/2 ที่ห้ามผู้ใดใช้ชื่อเสียงหาประโยชน์ส่วนตนสื่อสารต่อสาธารณชนด้วยการแสดงชื่อหรือเครื่องหมาย เพื่อมุ่งหมายชักจูงใจให้ผู้อื่นบริโภค ซึ่งคำว่า “ผู้ใดใช้ชื่อเสียง…” หรือ “มุ่งหมายชักจูงใจ…” เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตีความได้กว้างมาก เช่น การตัดคลิปรายการมาโพสต์ลงโซเชียลมีเดียแล้วมีคนกดไลก์กดแชร์ ก็อาจถูกมองว่าเข้าข่ายความผิดได้ ทั้งนี้ แม้สมาคมฯ ไม่ได้เห็นด้วยกับข้อกฎหมายดังกล่าว แต่เข้าใจว่าเจตนาเดิมมีไว้เพื่อกำกับดูแลผู้มีชื่อเสียงไม่ให้สื่อสารกระทบต่อเยาวชน
ด้วยเหตุนี้ สมาคมฯ จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งออกระเบียบการบังคับใช้ (กฎหมายลูก) โดยเร็วที่สุด และต้องร่วมกันจับตาให้เนื้อหามีความสมเหตุสมผล เข้ากับยุคสมัย ไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือจับปรับประชาชน หรือผู้มีชื่อเสียงที่มีเจตนาดีในการสร้างประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย
“สุดท้ายนี้ สมาคมคราฟท์เบียร์ขอชื่นชมลิซ่าและทุกท่านที่สนับสนุนและนำเสนอสินค้าไทย พร้อมขอยืนยันว่าไม่ควรมีใครต้องถูกฟ้องร้องจากข้อกฎหมายนี้ และแบรนด์ทุกแบรนด์ควรมีสิทธิ์ที่จะได้รับการพูดถึงอย่างถูกต้อง” แถลงการณ์สมาคมฯ ระบุ

