สทนช.เกาะติดน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ เตรียมปรับแผนระบายน้ำ รับมือฝนตกหนัก ลดผลกระทบท้ายน้ำ
วันที่ 10 ตุลาคม นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. (ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ) พร้อมด้วย นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายชวลิต กันคำ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตลอดจนผู้แทนจากกรมชลประทาน (ชป.) และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและประเมินแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ณ สถานีวัดระดับน้ำ K.58 (บ้านปากแซง) และบริเวณเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อวางแผนรับมือกับปริมาณฝนที่คาดว่าจะตกหนักในหลายพื้นที่ พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนบริเวณลุ่มต่ำริมแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแม่กลองตอนล่าง

รองเลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง สทนช. กับหน่วยงานระดับพื้นที่และหน่วยงานปฏิบัติต่างๆ เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำให้ครอบคลุม ทั้งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและพื้นที่ท้ายน้ำ หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าในวันนี้ (10 ตุลาคม 2569) จะเกิดฝนตกหนักมากในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งจากการประเมินคาดว่าในช่วงวันที่ 10-12 ตุลาคม 2569 เขื่อนวชิราลงกรณจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำรวมประมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร
ขณะเดียวกัน ข้อมูลสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2569 เวลา 00.00 น. ระบุว่า เขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 8,698.26 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 98.17 ของความจุอ่างเก็บน้ำ และสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 161.74 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปัจจุบันยังคงอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 40.51 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน แต่เนื่องจากปริมาณน้ำใกล้เต็มความจุ จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ฝนจริง

“สทนช. จะบูรณาการทำงานร่วมกับจังหวัดกาญจนบุรี กฟผ. ชป. ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามข้อมูลคาดการณ์ฝนและปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งระดับน้ำในแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแม่กลองอย่างต่อเนื่อง
พร้อมประเมินและปรับแผนการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีความสมดุล โดยคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมด้านการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนภัย เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

