เปิดมุมมอง บช.ก. คดีโกงสอบ เน้นต้องล่าตัวการใหญ่ ปัดวิจารณ์ ป.ป.ช. ฟ้องไม่ทันฝากขัง
จากกรณีความคืบหน้าการดำเนินคดีทุจริตการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือโกงสอบท้องถิ่น ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่าปัจจุบันมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากถึง 6,000 คน และอยู่ระหว่างการไต่สวนนั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม แหล่งข่าวระดับสูงจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เปิดเผยถึงมุมมองการทำงานในคดีดังกล่าวว่า คดีนี้จะมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่หากมุ่งเน้นการทำคดีอย่างจริงจัง ควรมุ่งเป้าไปที่การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเอาผิดตัวการใหญ่ หรือผู้กระทำผิดระดับสูงให้ได้
โดยเปรียบเทียบแนวทางของ บช.ก.ว่า หากเป็นคดีที่ บช.ก.ดำเนินการมาตั้งแต่ต้น จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจน จนสาวไปถึงตัวการใหญ่ก่อนจึงจะมีการเปิดเผยหรือแถลงข่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจมีข้อจำกัดตามกรอบระยะเวลาของกฎหมายที่ต้องส่งมอบสำนวนให้ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน จึงจำเป็นต้องดำเนินการในเชิงบริหารเพื่อให้ออกมาเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานจับกุมผู้ต้องหารายใดได้ ก็ต้องรีบส่งมอบสำนวนให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
แหล่งข่าวระดับสูงระบุอีกว่า เหตุใดจึงไม่แยกยื่นฟ้องเฉพาะผู้ต้องหารายสำคัญทั้ง 3 รายก่อนนั้น เพราะรูปแบบและขั้นตอนการทำงานของแต่ละหน่วยงาน มีความแตกต่างกัน จึงไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการทำงานของหน่วยงานอื่น
ส่วนกรณีมาตรการป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศหรือการซีลชายแดนนั้น ปัจจุบันสำนวนคดีไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจแล้ว การดำเนินการเกี่ยวกับหมายจับ หรือมาตรการเฝ้าระวังย่อมเป็นบทบาทและอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนกฎหมาย
สำหรับเบาะแสการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลแตกออกเป็นหลายคดี ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้นำหมายศาลเข้าจับกุม นางภาณี หรือ “ปลัดอร” อายุ 63 ปี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ อ.เมือง จ.นครนายก หลังพบหลักฐานว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายเรียกรับเงินจากแนวทางการสืบสวนและเส้นทางการเงิน พบว่า ขบวนการนี้มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยกลุ่มของ “ดร.วิน” และ “จ่าพิชิต” ทำหน้าที่รับรายชื่อและแก้ไขคะแนนสอบ ขณะที่กลุ่มนายหน้าและผู้บริหารท้องถิ่นทำหน้าที่วิ่งเต้นเรียกรับเงินโดยตรง ซึ่งจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในส่วนที่ตำรวจดำเนินการ ยืนยันว่าเงินยังคงหมุนเวียนเชื่อมโยงอยู่ในขบวนการกลุ่มเดิมและยังขอไม่เปิดเผยข้อมูลคำให้การของผู้ต้องหา

