แฉ 11 เบื้องหลังมติ กก.วัตถุอันตรายให้ใช้สารเคมี พร้อมลุยฟ้องศาลปกครองเอาผิด!

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่สวนชีววิถี จ.นนทบุรี มูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทย ร่วมกับเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai-PAN) จัดแถลงข่าว “เปิดเผยรายงานที่ถูกปกปิด เบื้องหลังมติไม่แบนสารพิษร้ายแรง” โดยนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า การแถลงครั้งนี้จะเปิดเผยรายงานของอนุกรรมการเฉพาะกิจที่พิจารณา และนำเสนอข้อมูลให้แก่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจนเป็นที่มาของมติอนุญาตให้ใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของทั่วโลก เพราะล่าสุดศาลสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินสารคลอร์ไพริฟอสในการห้ามใช้ และไล่เลี่ยกันก็มีคำสั่งให้บริษัทผลิตสารไกลโฟเซตจ่ายค่าเสียหายแก่ผู้ป่วยมะเร็งเกือบหมื่นล้านบาท แต่ประเทศไทยกลับไม่ให้ความสำคัญ และมีมติให้ใช้ต่อไป

นายวิฑูรย์กล่าวว่า จากการตรวจสอบรายงานพิจารณาจนนำไปสู่มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายพบว่า ในส่วนบทสรุปผู้บริหารที่เห็นชัดเจน คือ กรณีพาราควอต บทสรุปอ้างว่าสารนี้ยึดจับในดินดี แพร่สิ่งแวดล้อมน้อย และไม่เชื่อมโยงกับระบบประสาท กับโรคเนื้อเน่า ที่สำคัญผู้ได้รับพิษจากพาราควอต จงใจฆ่าตัวตาย และฉีดผิดวิธี ส่วนคลอร์ไพริฟอส ปัญหาการตกค้างเกิดจากเกษตรกรใช้ไม่ถูกต้อง และยังพบว่ามีพิษปานกลาง ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์และระบบประสาท แต่พบมีความสัมพันธ์กับพัฒนาทางสมองเด็ก ขณะที่ไกลโฟเซต ข้อมูลการก่อมะเร็งยังไม่สามารถสรุปได้ ผลการตกค้างในมนุษย์ตัวอย่างที่ศึกษาในไทยมีไม่มากพอ ซึ่งโดยสรุปทั้ง 3 สารกลับบอกว่าไม่มีความเสี่ยงจากการบริโภค และไม่มีสารอื่นทดแทนที่ดีกว่า

นายวิฑูรย์กล่าวอีกว่า จากรายงานดังกล่าวพบความไม่ชอบมาพากล 11 ประเด็น คือ 1.จงใจเลือกข้อมูลมาสรุปเพื่อสนับสนุนให้มีการใช้สารพิษร้ายแรง 2.ซ่อนข้อมูลผลกระทบแบบเนียนๆ 3.โยนทิ้งงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ 4.บิดเบือนเหตุผลของการเสนอแบน 5.แปรข้อมูลปิดบังความเสี่ยง 6.ปฏิเสธงานวิจัยใหม่ๆ 7.อ้างข้อสรุปย่อยลดทอนปัญหาใหญ่ 8.เลือกใช้ข้อมูลบรรษัท 9.อ้างความผิดของเกษตรกร 10.ละเลยทางเลือกที่ดีกว่า และ 11.ชี้นำการตัดสินใจของกรรมการ โดยทั้งหมดจะเปิดให้ประชาชนเข้าไปดาวน์โหลดรายงานดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ของไบโอไทย

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

“ตัวอย่างที่เห็นชัด อย่างข้อที่ 1 จงใจเลือกข้อมูลมาสรุปเพื่อสนับสนุนการใช้สารพิษ เนื่องจากมีการอ้างสถิติจากศูนย์พิษวิทยาของ รพ.รามาธิบดี ว่า กลุ่มที่รับสารทางปากพบอัตราฆ่าตัวตายร้อยละ 52 ซึ่งปิดบังความเป็นพิษเฉียบพลันสูงกว่าคาร์โบฟูรานถึง 43 เท่า ซึ่งสารคาร์โบฟูรานไทยไม่ได้อนุญาตใช้แล้ว ซึ่งเราพบว่าไม่มีการแปรผลข้อมูลกรณีผู้ป่วยที่ได้รับสารนี้จากอุบัติเหตุมีอัตราตายสูงถึงร้อยละ 14.53 และอัตราผู้ป่วยที่ตายจากการได้รับสารนี้จากการประกอบอาชีพสูงร้อยละ 8.19 จงใจไม่นำรายงานล่าสุดของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency -EPA) ปี 2017 ที่ระบุว่า มีพิษเฉียบพลัน แค่จิบเดียวก็ตาย แต่กลับไม่นำข้อมูลนี้มาประกอบการพิจารณา แต่ในไกลโฟเซต กลับอ้างข้อมูลของ EPA ที่ระบุว่า สารนี้มีความเป็นพิษน้อย แบบนี้เรียกว่าเลือกข้อมูลหรือไม่” นายวิฑูรย์กล่าว

นายวิฑูรย์กล่าวต่อว่า ตัวอย่างข้อที่ 2 ซ่อนข้อมูลผลกระทบแบบเนียนๆ โดยพบว่าไม่มีการนำผลการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่พบตกค้างในหอย ปู ปลา และกบ เกินมาตรฐานใน จ.น่าน มาใช้ และลดทอนความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยนเรศวรที่พบการตกค้างใน จ.หนองบัวลำภู ในระดับสูง โดยไปเก็บตัวอย่างตรวจใหม่ แต่คนละช่วงเวลา อีกทั้งยังไม่นำผลการตรวจพบขี้เทาทารกสูงถึงร้อยละ 50 ของเด็กแรกเกิดใน 3 จังหวัดของมหิดลมาใช้และลดทอนผลการตรวจพบในเซรั่มและสะดือแม่และเด็ก โดยอ้างว่าตัวอย่างน้อย แต่กลับไม่เอาผลงานตีพิมพ์ของ ม.นเรศวร และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งไม่ชอบธรรมเลย ที่สำคัญยังจงใจไม่กล่าวถึงพิษเรื้อรังของพาราควอตที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน ทั้งๆ ที่หลายประเทศแบนสารเคมีเหล่านี้ นำเรื่องนี้เป็นหลักในการแบนสารเคมี

“ในคณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับมีคนคัดค้านมติเพียง 2 ท่าน คือ รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอให้แบนสารพิษดังกล่าว และ นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เสนอให้แบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต อย่างผลการลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายทั้งหมด 29 คน มีผู้มาประชุม 25 คน พบว่า กรณีพาราควอต เสนอให้แบนมีเพียง 4 คน คือ เลขาธิการ อย. ตัวแทนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และ รศ.จิราพร ที่เหลือไม่แบน และอีก 4 คนไม่ออกเสียง ฯลฯ” นายวิฑูรย์กล่าว

นายวิฑูรย์กล่าวว่า ส่วนคลอร์ไพริฟอสก็เช่นกัน มีการยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อพัฒนาการสมองเด็ก แต่ซ่อนเนื้อหาสำคัญนี้ไว้ในประโยคอื่น จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้ชัดเจนว่า มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพิกเฉยผลต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งทางมูลนิธิชีววิถี และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รวมทั้งภาคีเครือข่าย 700 องค์กร จะเป็นแกนหลักในการฟ้องร้องต่อศาลปกครองดำเนินการกับคณะกรรมการวัตถุอันตราย กรณีขัดต่อมาตรา 12 พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ ในส่วนของกรรมการอาจเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่ เนื่องจากคณะกรรมการบางส่วนพบว่ามาจากกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทสารเคมี และยังละเมิดหน้าที่ในการคุ้มครองประชาชน อีกทั้งอยู่ระหว่างประสานไปยังเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีเพื่อฟ้องต่อศาลด้วย โดยจะมีการตรวจร่างกายและขอข้อมูลยืนยันจากทางแพทย์

“นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีเหล่านี้ติดต่อมาทางเครือข่าย เพื่อร่วมกันเรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ซึ่งจะดำเนินการภายใน 2 สัปดาห์นับจากนี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนการประชุมของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งคาดว่าจะเป็นนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะมีการประชุมในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ต้องจับตามองว่า สุดท้ายจะยึดประชาชนเป็นที่ตั้งหรือไม่ เพราะหากยังเดินตามรอยคณะกรรมการวัตถุอันตราย ประชาชนไม่ยอมแน่ๆ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ แต่ก็ยังหวังว่าเมื่อนายกฯตั้งคณะกรรมการชุดนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า มติเดิมไม่ถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องรอติดตาม และยืนยันว่าอย่างไรเสียต้องแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด รวมทั้งไกลโฟเซต เพราะข้อมูลล่าสุดมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนด้วย” นายวิฑูรย์กล่าว เรายังเป็นห่วงในส่วนของคณะกรรมการที่จะประชุมในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ เพราะทราบมาว่ามี 5 คนที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมสารเคมี ตรงนี้ก็อยากให้มีความชัดเจนว่าจะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ

น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานไทยแพน กล่าวว่า มติของกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมาชัดเจนว่าต้องแบนพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต โดยไม่ให้นำเข้าภายในเดือนธันวาคม 2561 และเอาออกจากท้องตลาดปี 2562 โดยเดือนธันวาคม 2562 ต้องปลอดการใช้ทั้งหมด ซึ่งต่อมาเมื่อมีข้อมูลว่าไกลโฟเซตมีผลกระทบเช่นกันก็ต้องแบนให้หมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 21 สิงหาคม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขจะประชุมหารือร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปฯด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งจะแถลงภายหลังการประชุมเวลาประมาณ 11.00 น. ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เห็นถึงจุดยืนเรื่องนี้ก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมการชุดที่นายกฯตั้งขึ้น และจะประชุมในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘สุเทพ’ เข้าแก้ข้อกล่าวหาทุจริตโรงพักทดแทน เสียงแข็งไม่ผิด
บทความถัดไป“จิรัฏฐ์” ล้มมือวางลิ่วเทนนิสเอเชีย/โอเชียเนีย