3 หน่วยงานรัฐเดินหน้าพัฒนา “ยาต้านมะเร็งจากภูมิคุ้มกัน” ปรับปรุงแอนติบอดีคล้ายมนุษย์

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม    ที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผอ.สวรส.แถลงข่าว “สวรส. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จับมือ จุฬาฯ ต่อยอดวิจัยไทยผลิตยาต้านมะเร็งจากภูมิคุ้มกันมนุษย์”  ว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลของไทยต้องนำเข้ายารักษามะเร็งจากภูมิคุ้มกันมนุษย์หลอดละ 2 แสนบาท ต้องฉีดกระตุ้นทุก 3 สัปดาห์ และให้ได้ผลต้องฉีดติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปี ภูมิคุ้มกันจึงจะไปกำจัดและควบคุมเซลล์มะเร็งได้ หมายความว่าต้องจ่ายไม่ต่ำกว่าคนละ 8-10 ล้านบาท สวรส.จึงร่วมกับคนไทยให้เกิดการผลิตและนำยารักษามะเร็งจากภุมิคุ้มกันของมนุษย์นี้ ผลักดันเข้าสู่ระบบสุขภาพหรือระบบหลักประกันสุขภาพของไทย เพื่อให้คนไทยได้ใช้ยาในราคาที่ถูกลง จาก 2 แสนบาทต่อหลอด เหลือเพียง 2 หมื่นบาทต่อหลอด ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นความก้าวหน้าของระบบสุขภาพและความหวังใหม่ของผู้ป่วยมะเร็ง

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมฯ จะสนับสนุนงบประมาณ 3 ล้านบาท ให้แก่การวิจัยดังกล่าว ซึ่งการระดมทุนครั้งนี้อยากให้เป้นการระดมทุนร่วมกันของทุกภาคส่วน อยากให้เป็นระบบของประชารัฐ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับความสำเร็จของยาดังกล่าว

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การรักษามะเร็งจะมี 5 แนวทางได้แก่ 1.การผ่าตัด 2.การฉายแสง 3.ยาเคมีบำบัด 4.ยาที่จำเพาะกับมะเร็ง หรือยามุ่งเป้า และ 5.ยาต้านมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันมนุษย์ ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ล่าสุด เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นโดย ศ.นพ.ทาสุกุ ฮอนโจ แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ที่ค้นพบโมเลกุลสำคัญที่ช่วยให้ภูมิคุ้มกันไปกำจัดมะเร็งได้ดีขึ้น ทำให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2018 ซึ่งองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ได้รับรองว่ายาภูมิคุ้มกันใช้ได้ผลกับมะเร็ง 15 ชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง เป็นต้น การศึกษาดังกล่าวเบื้องต้นได้รับงบจากจุฬาฯ กว่า 100 ล้านบาท แต่หากจะวิจัยจนได้ยามาใช้ในมนุษย์ ยังต้องใช้งบอีกมาก

ศ.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ภูมิคุ้มกันของมนุษย์มีหลายชนิด โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์จะเป็นตัวที่ทำลายเซลล์มะเร็ง โดยร่างกายจะมีกลไกไม่ให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานมากจนเกินไป โดยเซลล์ร่างกายจะมีการผลิตเซลล์ที่ชื่อว่า “พีดี-แอล 1” มาจับตัวกับเซลล์ “พีดี-1” ที่อยู่บนทีเซลล์เพื่อยับยั้งไม่ให้ทำงานมากจนเกินไป และทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายกลับสู่สมดุล ดังนั้น เทคโนโลยีในการผลิตยาต้านมะเร็งจากภูมิคุ้มกัน จึงเป็นการค้นหาแอนติบอดี้ เพื่อยับยั้งไม่ให้เซลล์พีดี-แอล1 ของมะเร็ง มาจับคู่กับเซลล์พีดี-1 ของทีเซลล์ จึงทำให้ทีเซลล์ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งหรือเซลล์ที่ผิดปกติได้ทันที ทั้งนี้ เมื่อ ก.ย.ที่ผ่านมา ทีมวิจัยสามารถค้นพบแอนติบอดีต้นแบบแล้ว 1 โคลนหรือ 1 ตัว ในการแยกพีดี-1 และพีดี-แอล1 ให้ผลในหลอดทดลองใกล้เคียงกับยาแอนติบอดีราคาแพงของต่างประเทศ ขณะนี้กำลังรอตรวจพิสูจน์ว่า ในประเทศอื่นๆ มีการวิจัยค้นพบตัวเดียวกันนี้แล้วเอาไปจดสิทธิบัตรแล้วหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะพัฒนาต่อเป็นยา แต่ถ้ามีก็จะต้องค้นหาตัวใหม่ไปเรื่อยๆ เชื่อว่าจะสามารถนำมาทดลองในคนได้ภายใน 4 ปี

ศ.พญ.ณัฏฐิยา กล่าวว่า ทั้งนี้ ขอเชิญชวนคนไทยร่วมบริจาคสมทบทุนได้ที่ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขบัญชี 408-004443-4 ชื่อบัญชีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เงินบริจาคเพื่อการวิจัย) ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย และบัญชีใหม่ที่เพิ่งเปิดเลขที่บัญชีกระแสรายวัน ธนาคารไทยพาณิชย์ 045-304669-7 ชื่อบัญชีบัญชี คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เงินบริจาคเพื่อการวิจัย) ที่เปิดบัญชีเพิ่มเพราะตอนนี้ยอดบรจาคเข้ามาถึง 9,999 รายการต่อวันส่งผลให้บัญชีเดิมถูกล็อก ธนาคารจึงเปิดบัญชีใหม่ให้ และจะใช้ทั้ง 2 บัญชีเลย โดยเงินที่บริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สภาเภสัชฯ เสนอทางออก สธ.ทำหนังสือถึง ครม. กรณีปม ร่าง พ.ร.บ.ยา
บทความถัดไปเปิดกีฬา ‘โชคนาสามเกมส์’ – รวมพลังคนรักกีฬา ‘เมืองช้าง’