เว็บเพจ Thailand Tiger Project ของ สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งมีนักวิจัยเรื่องเสือ ที่เป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสือโคร่งในภูมิภาคเอเชีย รวมไปถึงระดับโลก ได้นำข้อเขียนจาก เพจห้วยขาแข้งสืบสาน ซึ่ง ได้เขียนอธิบาย วงศาคณาญาติ ของเสือ ที่นักวิจัยได้ศึกษาในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์ห้วยขาแข้ง ใจความว่า..
เมื่อเล่าถึงเรื่องราวของ “คลองค้อ” และชะตากรรมชักนำมาสู่สถานีเพาะเลี้ยง ทำให้มีผู้ถามไถ่เข้ามาถึง “รุ้งนภา” แม่ของเจ้าค้อว่าเป็นอย่างไร หลังจากมีเหตุทำให้ต้อง “ทิ้ง” ลูกไปในคราวนั้น คำยืนยันจากแม่เสือ แห่งเขานางรำ ดร.อัจฉรา ซิ้มเจริญ ว่ารุ้งนภากลับคืนบ้านแล้ว ไม่นานหลังจากคลองค้อออกจากป่า และยังคงมีชีวิตอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้
หากนับอายุอานาม รุ้งนภา ก็ใกล้จะเป็น “เสือป้า” เพราะปาเข้าไป 7- 8 ปี หากเปรียบเทียบช่วงชีวิตกับคน คิดคร่าวๆ ก็ให้เอา 7 คูณ

รุ้งนภา
ผู้ที่ “รู้จัก”กับรุ้งเป็นอย่างดีอีกคนหนึ่ง ด้วยเห็นกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กก็คือ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หรือถ้าจะพูดให้ชัดก็ต้องบอกว่า รู้จักไปถึงแม่ เพราะ “สิทธิตรี” แม่ของรุ้งเป็นเสือโคร่งรุ่นแรกๆ ที่ทีมวิจัยเสือแห่งเขานางรำจับใส่คอลลาร์ ติดวิทยุส่งสัญญาณเพื่อศึกษาพฤติกรรม ตั้งแต่ครั้ง ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ยังเป็นหัวหน้า สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เมื่อปลายๆทศวรรษ 2540 หรือ 20 กว่าปีมาแล้ว
เสือครอบครัวนี้คงเป็นตำนานการ “จับเสือ” ที่ผู้บุกเบิกงานศึกษาวิจัยสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ของเมืองไทยยังจดจำได้ดี, ในเช้ามืดวันนั้น เขาออกทำงานตั้งแต่ตีห้า จับเสือตัวแรกได้ ซึ่งก็คือรุ้งนภา ทำงานตามขั้นตอนด้วยความตื่นเต้น ครั้นเสร็จงานออกเดินตรวจตำแหน่ง ปรากฏว่า มีเสือโคร่งรุ่นมาติดอีกตัวหนึ่ง จึงต้องเริ่มทำงานตามขั้น ตอนใหม่อีกครั้ง เจ้าตัวนี้เป็นเสือตัวเมีย เป็นน้องสาวของรุ้ง เสร็จงานวัดขนาดทางกายภาพ ชั่งน้ำหนัก เก็บตัวอย่างเลือด ดีเอ็นเอ ใส่คอลลาร์ให้ ก็เดินตรวจกับดักอีกอันในตำแหน่งใกล้ๆ กันด้วยความอย่างรอบคอบ ก็พบว่า มีเสือมาติดอีกตัวหนึ่ง ตัวหลังนี่เป็นตัวผู้
“วันนั้น ผมออกมาตอนตีห้า กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปบ่ายโมง เป็นครั้งแรกที่จับเสือได้ถึง 3 ตัว ภายในครึ่งวัน ผู้ช่วยนักวิจัยนั่งลิ้นห้อยเลย” การจับเสือติดวิทยุเป็นการปฏิบัติงานที่เคร่งเครียด และเคร่งครัด ไหนจะต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย ของคนทำงาน ไหนจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเสือด้วย เป็นการทำงานแข่งกับเวลา และแม้จะผ่านงานมาอย่างยาวนาน แต่ทุกครั้งที่รู้ว่าดักเสือได้ ก็ยังคงตื่นเต้นตื่นตัวอย่างเต็มที่ทุกครั้ง

คลองค้อ
“ถ้ารู้ทีเดียวว่าเสือติด 3 ตัวก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่มาติดทีละตัวๆโดยที่ไม่รู้ก่อนนี่ … ตัวแรกอะดรินาลีนก็สูบฉีดเต็มที่ พอเสร็จงานก็แทบหมดแรงแล้ว ยังมาเจออีกตัว พอเสร็จอีกตัว ก็ยังมาเจออีกตัว ทำต่อเนื่องไม่ได้พักเลย วันนั้นเหนื่อยมาก เกือบตาย” นั่นคืองานหนักหนาที่ หัวหน้าสถานีฯ สมัยยังฉกรรจ์ ผู้เคยใช้สองมือกับจอบเล่มเดียวเกลี่ยดินให้เป็นถนนไปยังหน่วยกะปุกกะเปียงกลางป่าห้วยขาแข้ง ยังทนแทบไม่ไหว
เป็นกฎข้อแรกที่ต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดว่า ความปลอดภัยของเสือเป็นเรื่องใหญ่ ฉะนั้นในช่วงที่มีการติดวิทยุเสือโคร่ง ทีมจะต้องเฝ้าติดตามตลอดเวลา หากเสือมาติด จะต้องเข้าไปทำงานให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ค่ำมืดดึกดื่นแค่ไหน พายุฝนหนักเพียงใดก็ต้องไป รอไม่ได้ และทีมวิจัยเสือจึงถูกหล่อหลอม ให้ทำงานได้ในแทบจะทุกสภาพดินฟ้าอากาศ
“กุดจี่ เป็นลูกของสิทธิตรีตัวแรก ถูกจับได้ก่อนหน้านี้ … ตัวเล็กๆ ป้อมๆ เหมือนแมงกุดจี่ ก็เลยตั้งชื่อว่ากุดจี่” ส่วนรุ้งนภา เป็นชื่อนักวิจัย ปัจจุบันรับผิดชอบโครงการฟื้นฟูเสือโคร่งอุทยานแห่งชาติแม่วงก์-คลองลาน “จุ๊บแจง” ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ในองค์กรด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า ส่วนตัวผู้ตัวเดียวในครอก — “เจ้าโบ๊ต” มาจาก “อ่อนสา” ผู้ช่วยนักวิจัยซึ่งทำงานที่เขานางรำมาอย่างยาวนาน เพิ่งได้ลูกชายพอดี
ผลพวงของการจับเสือเป็น “เบ็ดราว” หนนั้น ทำให้สามารถติดตามบรรดาเด็กๆ ทั้งสี่จากสัญญาณวิทยุ และพบว่าทุกตัวมีโอกาสเติบโต มีเขตบ้านเป็นของตัวเอง และบางตัว จวบจนทุกวันนี้ยังได้ข่าวคราวกันอยู่
“จุ๊บแจงไปกับแม่ ไปอยู่ทางตอนเหนือของเขตฯห้วยขาแข้ง ส่วนกุดจี่ อยู่แถวๆ โป่งนายสอ ล่าสุดที่เจอกัน เมื่อไม่นานมานี้ จากแมงกุดจี่ตัวแกร็นๆ กลายเป็นเสือโคร่งตัวใหญ่เบิ้มเลย”
สำหรับ “เจ้าโบ๊ต” เสือตัวผู้ พบป้วนเปี้ยนอยู่กับรุ้งนภา แถวๆ เขาเขียวเขานางรำ สามารถติดตามได้จน วิทยุส่งสัญญาณถ่านหมด ก็หายไป
เสือโคร่งตัวผู้จะครอบครองอาณาเขตผืนใหญ่ ในบางพื้นที่อาจจะกว้างถึง 200-300 ตร.กม. เป็นภาระแห่งชีวิตของเสือรุ่นตัวผู้ที่จะต้องหาเขตครอบครองของตัวเองให้ได้ ซึ่งภายในอาณาเขตอัน กว้างใหญ่นี้ก็จะมีพื้นที่ครอบครองของเสือตัวเมียมากกว่า 1 ตัวซ้อนอยู่ อาจจะมีขนาด 50 -70 ตร.กม.
การติดตามเสือโคร่งรุ่นต่างๆนั้น จึงดูได้จากสายแม่ เพราะแม่เสืออยู่กับลูกจนกว่าลูกๆ จะโตพร้อมออกล่าเหยื่อเอง อย่างน้อยก็ 2 ปี มีโอกาสถ่ายภาพ หรือได้ตัวมาติดวิทยุ ถ้าเรารู้จักแม่ จึงมักรู้จักลูกๆ ด้วย ทำให้บอกได้ว่า เสือใหม่ๆที่พบนั้น เป็นลูกเต้าเหล่าใคร มีสาแหรกจากไหน แต่แม้กระนั้นในสภาพธรรมชาติ ก็ไม่อาจบอกได้ทั้งหมด
สำหรับครอบครัวเสือโคร่งในอาณาเขตเขานางรำนั้น ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ระบุว่า น่าจะมีอยู่ 2 สาย คือ จากป่าเต็งรังเชิงเขานางรำไปจนถึงสำนักงานเขตฯ เป็นบ้านของบุปผา ซึ่ง ดร.ศักดิ์สิทธิ์ รู้จักตั้งแต่รุ่นยาย คือเสือโคร่งรุ่นแรกที่ติดตามศึกษา ถัดลงมาเป็นรุ่นแม่ คือ รตยา — บุปผา และลูกสาวคือ เอื้อง รวม 4 รุ่น มาจนถึงเอื้องมีลูกเป็นตัวผู้ ทำให้การติดตามสาแหรกสายนี้ทำได้ยากขึ้น

สิทธิตรี
ส่วนอีกฟากหนึ่งบนเขานางรำ เขาเขียวไปจนถึงคลองค้อ ซึ่งไม่อาจบอกได้ว่าเขตนี้สิ้นสุดลงที่ไหน เคยเป็นบ้านของ “สิทธิตรี” ซึ่งต่อมาก็เป็นบ้านของรุ้งนภา แม่ของเจ้าค้อ รุ้งนภาไม่ค่อยประสบ ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกเท่าใดนักด้วยหลายๆ ปัจจัย ในเขตบ้านของ “รุ้งนภา” ยังมี “สีฟ้า” เสือสาวอีกตัวหนึ่งเข้ามา ทำให้มีการผลักดันกันไปมาระหว่าง “รุ้งนภา” กับ “สีฟ้า”
“การผลักกันไปดันกันมา” ที่ว่า ก็ไม่ได้หมายถึงการลงไม้ลงมือ ระหว่างบ้านเล็กบ้านใหญ่ดังละครโทรทัศน์ สำหรับเสือโคร่งเท่าที่นักวิจัยพบ จะตอบโต้กันผ่านรอยตะกรุย และการสเปรย์ตามโคนไม้หรือพงหญ้า เพียงเท่านั้น ไม่มีความรุนแรง แม้เพียงข่วนกันด้วยปลายเล็บ
แรงกดดันในเขตบ้านหรือไม่ที่เป็นสาเหตุให้รุ้งนภา เป็นแม่เสือที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก คงไม่อาจบอกได้อย่างแน่ชัด แต่ก็เป็นกลไกอันแยบยลตามธรรมชาติในการที่จะ “เลือก” ผู้ที่ประสบความสำเร็จที่สุดเป็นผู้ที่อยู่รอด ซึ่งพ้นวิสัยที่มนุษย์จะเข้าไปแทรกแซง นอกจากเฝ้าดูอย่างเอาใจช่วย
แม้ชีวิตในธรรมชาติดูเหมือนโหดร้ายและมีเงื่อนไขมากมายที่จะส่งผลต่อครอบครัวเล็กๆ สักครอบครัวหนึ่ง ให้อยู่รอดได้ แต่สิ่งที่หนักหนากว่าการเคี่ยวกรำโดยธรรมชาติ ก็คือ มนุษย์ — การล่าทำให้เกิดการตายอย่างผิดธรรมชาติ หากที่ร้ายกาจไม่แพ้กัน ก็คือการรบกวนในรูปแบบต่างๆ การกระทำบนความไม่รู้ อันเป็นผลจากความอยาก และความโลภ แม้ไม่ได้ฆ่าพวกมันให้ตายในทันที หากผลของมัน ในท้ายที่สุด นำมาซึ่งความโหดร้ายกับ ครอบครัวเล็กๆ อันแสนเปราะบางครอบครัวหนึ่งอย่างเหลือเชื่อ ดังเช่นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิตของรุ้งนภา และคลองค้อ และเสือโคร่ง อีกครอบครัวหนึ่งที่จะเล่าถึงในโอกาสต่อไป

