เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวกรณี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่าได้ส่งต่อร่างพ.ร.บ.ยาเสพติด (ฉบับที่…) พ.ศ….โดย 44 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นและส่งเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 13 พฤศจิกายน ว่า ขณะนี้ตนได้มีการมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมด้วยทีมกฎหมายของกระทรวงฯ มาเพื่อช่วยกันพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว เบื้องต้นเท่าที่ดูแนวคิดร่างกฎหมายฉบับสนช.นั้นไม่แตกต่างกัน คือ ทำเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ของประชาชน และเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าค่อยๆ ทำไปทีละขั้นตอนอย่างรัดกุม จึงให้ใช้ใน 4 กลุ่มโรคที่มีผลศึกษาว่าได้ผลคือ 1.รักษาอาการคลื่นไส้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ให้คีโม 2.โรคลมชักในเด็ก 3.ปลอกประสาทอักเสบ และ 4.ปวดอื่นๆ ทั่วที่เดิมทีต้องใช้มอร์ฟีนในการบรรเทาอาการปวด ส่วนการแพทย์แผนไทยก็จะมีเรื่องของน้ำมันกัญชาที่จะนำมาใช้ ยกเว้นส่วนดอก ใบที่ยังไม่อนุญาต

นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้กระทรวงไม่ได้จะเสนอร่างกฎหมายไปประกบเพราะจะทำให้ล่าช้า แต่ในส่วนของการออกประกาศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับสารสกัด น้ำมันกัญชา จากยาเสพติดประเภท 5 มาเป็นยาเสพติดประเภท 2 ที่ให้สามารถใช้ทางการแพทย์ได้แต่อยู่ภายใต้การควบคุมนั้นก็จะดำเนินการควบคู่กันไป ซึ่งคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษจะมีการประชุมกันในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ด้วยว่าจะมีผลกระทบกับใครหรือไม่ หรือจะไปเอื้อประโยชน์ใครหรือไม่ หลักการเหมือนกันเพื่อประโยชน์ต่อประชาชน ก็ออกประกาศเท่าที่อำนาจรมว.สาธารณสุขจะทำได้เพื่อประโยชย์ของประชาชนเท่านั้น
เมื่อถามว่าการผลักดันกฎหมายปลดล็อกกัญชาทำมานานแต่เพิ่งมีการเร่งเครื่องในช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาล นพ.ปิยะสกล กล่าววว่า ยืนยันว่าไม่ได้มีการเร่งเครื่องอะไรในโค้งสุดท้ายของรัฐบาล แต่เราทำทุกอย่างตามกระบวนการ ตามช่วงเวลาที่กำหนด มีการประชุม หารือด้านต่างๆ จนออกมามีมติล่าสุดอย่างที่เห็น คือส่งร่างกฎหมายฉบับสนช.มาให้กระทรวงให้ความเห็น ส่งกลับเข้าครม.ในวันที่ 13 พฤศจิกายน คิดว่าเวลา 5 วันก็เพียงพอต่อการพิจารณา และตามขั้นตอนของกฎหมาย

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม(บอร์ด อภ.) กล่าวว่า อภ.ได้เตรียมพร้อมทุกอย่างเพื่อรอการปลดล็อกทางกฎหมาย ซึ่งจะได้ผลิตสารสกัดกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ทันท่วงทีแก่ผู้ป่วยที่รอความหวังอยู่ โดยล่าสุดบอร์ด อภ. ได้อนุมัติงบ 120 ล้านบาท ในการพัฒนาเพื่อสกัดและปลูกในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนปรับปรุงสถานที่ คาดว่าพร้อมผลิตจากของกลางได้ในเดือนพฤษภาคม 2562 ผลิตได้เดือนละ 60,000 ขวด ขณะเดียวกันจะปลูกเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ที่ โรงงานสารสกัด ที่คลอง 10 จ.ปทุมธานี และผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์เพื่อขึ้นทะเบียนจากกัญชาพันธุ์ที่ปลูกเอง คาดว่าจะปลูกได้เองภายในเดือนพฤศจิกายน 2562 ซึ่งเดิมการปลูกตั้งใจจะทำบริเวณดาดฟ้าอาคารที่องค์การเภสัชฯ ตรงพระรามหก แต่ต้องมีการปรับระบบความปลอดภัยมาก และพื้นที่แคบ จึงเปลี่ยนไปอยู่ที่คลอง 10 ทั้งหมด
“โดยงบประมาณ 120 ล้านบาทก็จะเป็นทั้งเครื่องสกัดเบื้องต้น 8 ล้านบาท จะเข้ามาในไทยประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน 2562 และการปรับปรุงระบบความปลอดภัย รวมทั้งการจัดการพื้นที่ปลูก ซึ่งจะทำตรงดาดฟ้าของอาคาร ซึ่งอาคารดังกล่าว เป็นตึกเคมีภัณฑ์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อผลิตยาน้ำ แต่เมื่อมีกรณีนี้เข้ามาก็จะนำมาใช้สกัดสารจากกัญชาแทน ส่วนยาน้ำยังสามารถผลิตที่พระรามหกได้ โดยคาดว่าในปี 2562 จะมีโรงงานกึ่งอุตสาหกรรมในการผลิตสารสกัดกัญชาและปลูกกัญชาเพื่อทางการแพทย์ครั้งแรก จากนั้นจะขยับเป็นระดับอุตสาหกรรมใหญ่ โดยปลูกที่อำเภอหนองใหญ่ จ.ชลบุรี ซึ่งอภ.มีที่ดิน 1,500 ไร่ พร้อมตั้งโรงงานผลิต เป็นคอมเพล็กซ์ พร้อมกับวิจัยสมุนไพรและโรงงานผลิตสมุนไพรอื่น ๆ เช่น สมุนไพร บัวบก ขมิ้นชัน เป็นต้น” นพ.โสภณ กล่าว



