เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงผลการตรวจสอบกัญชาของกลางเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้รับมาจาก กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) 100 กิโลกรัม ว่า จากการตรวจสอบวัตถุดิบกัญชาแห้งจำนวน 3 ตัวอย่าง ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อตรวจหาการปนเปื้อน 3 ชนิด ได้แก่ 1.ยาฆ่าเชื้อรา difenoconazole และ propioconazole 2.ตรวจหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง 60 ชนิด ซึ่งครอบคลุม 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน กลุ่มออร์กาโนฟอสฟอรัส กลุ่มสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์ และกลุ่มคาร์บาเมต และ 3.การตรวจหาสารโลหะหนัก ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท สารหนู และแคดเมียม ผลการตรวจไม่พบยาฆ่าเชื้อรา แต่พบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้งยาฆ่าแมลงและยาฆ่า โลหะหนักทั้ง ตะกั่ว ปรอท สารหนู และแคดเมียม ในทั้ง 3 ตัวอย่าง และเมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา อภ.ส่งตัวอย่างกัญชามาตรวจเพิ่มอีก 1 ตัวอย่าง ก็ตรวจพบการปนเปื้อนแบบเดิม ดังนั้นกัญชาของกลางที่ได้มาถือว่ายังไม่มีคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้
“สารพิษเหล่านี้มีผลกระทบกับสุขภาพคนแน่นอน อย่างคลอร์ไพริฟอส มีผลต่อระบบประสาทในเด็ก ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อหดตัว แน่นหน้าอก ท้องเดิน และระบบหายใจล้มเหลว เป็นต้น ส่วนคนที่ลักลอบนำมาสูบเองก็ถือว่า นอกจากผิดกฎหมายอยู่แล้ว ยังอาจได้รับสารพิษเช่นกัน” นพ.โอภาส กล่าว
ด้าน ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา อภ. กล่าวว่า กัญชาที่จะนำมาสกัดหาสารเพื่อใช้ทางการแพทย์ได้นั้นจะต้องผ่านมาตรฐานเดียวกับพืชที่นำมาใช้ทำยา แต่ผลการตรวจกัญชาของกลางล็อตนี้พบว่าไม่ผ่านคุณภาพมาตรฐานที่จะนำมาใช้ทางการแพทย์หรือใช้ทำยาได้ ดังนั้น อภ.จะนำของกลางทั้งหมดไปศึกษาในเรื่องอื่นๆ แทน เช่น ศึกษาปริมาณสารหลักที่ออกฤทธิ์เป็นยา เช่นทีเอชซี (THC) แล ซีบีดี (CBD) ซึ่งขณะนี้ทราบว่า ล็อตที่เอามาซึ่งปลูกในภูมิภาคนี้มีทีเอชซีสูงกว่าซีบีดี อัตราส่วน 8:1 เหมาะกับการรักษาโรคอะไร ก็จะได้ข้อมูลวิชาการเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เตรียมขอของกลางจากมาเพิ่มอีก 300 กก. เพื่อตรวจสอบการตกค้างของสารพิษ ถ้าพบก็จะไม่ใช้ของกลางอีก
ภญ.นันทกาญจน์ แนวทางต่อมาคือ การหาพื้นที่ปลูกกัญชาเอง ให้เร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้ โดยในวันที่ 30 พ.ย.นี้จะเชิญ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปดูพื้นที่ที่จะใช้ปลูกเพื่อดูว่ามารถใช้ได้และเหมาะสมหรือไม่ก่อนนำไปสู่กระบวนการปลูก เบื้องต้นที่เล็งไว้คือที่การปรับปรุงชั้น 2 ของโรงงานยารังสิต ขนาด 100-200 ตารางเมตร และนำกัญชาลูกผสมเข้ามาปลูก เพราะมีรอบเก็บเกี่ยวสั้น แค่ 3 เดือน โดยจะเร่งกระบวนการตรวจและขออนุญาตปลูกให้ได้ภายใน ม.ค. – ก.พ. 2562 ทั้งนี้คาดว่าจะให้น้ำมันกัญชาไม่น้อยกว่าแผนเดิมคือ 18,000 ขวด และยืนยันว่าภายใน พ.ค.2562 จะต้องมี น้ำมันกัญชาใช้ จะสอดรับพอดีกับร่างกฎหมายที่จะออกมาให้สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ในมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม ก็จะมีการศึกษาเพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้ได้พันธุ์ของเราเองด้วย
ผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาคำขอสิทธิบัตรกัญชาของบริษัทต่างชาติ จะกระทบกับแผนการพัฒนากัญชาทางการแพทย์ของอภ.หรือไม่ ภญ.นันทกาญจน์ กล่าวว่า ตอนนี้ทางอภ.ได้ทำหนังสือไปสอบถามทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบกลับมา แต่เท่าที่ทราบคืออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้แถลงว่าขณะนี้ยังไม่มีบริษัทใดจดสิทธิบัตรกัญชาได้ กระบวนการรายละเอียดกรมทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ระหว่างการแก้ไข ซึ่งช่วงนี้ อภ.ก็จะเดินหน้าวิจัยตามแผนต่อไป.

