สภาเภสัชกรรม -แพทยสภา ส่งเสียงถึงกก.วัตถุอันตรายชี้ขาด 14 ก.พ.ไม่เอาสารเคมี!!

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม ออกแถลงการณ์สภาเภสัชกรรม เรื่อง ยกระดับการควบคุมวัตถุอันตราย ระบุว่า

สภาเภสัชกรรมมีมติขอเสนอให้กรรมการวัตถุอันตราย ” พิจารณายกระดับการควบคุม พาราควอต คลอร์ไพริฟอสและไกลโฟเสต ให้เป็นวัตถุอันตรายประเภท4 และยกเลิกสารที่มีพิษสูงทั้งสาม ภายใน พศ2562

สืบเนื่องจากการศึกษาข้อมูลวิชาการที่น่าเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศ สภาเภสัชกรรมได้พิจารณาหลักการควบคุมวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต สำหรับประเทศไทย โดยคำนึงถึงความสมดุลของการพัฒนาประเทศ พร้อมกับคุณภาพชีวิตของประชาชน สรุปเป็น 3 ประการ ดังนี้
หลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary principle) ซึ่งเป็นหลักการสากลในการพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย  เกษตรกรควรมีสิทธิและทางเลือกที่จะทำเกษตรกรรมที่ไม่มีผลเสียต่อสุขภาพของตนเอง และผู้บริโภค  นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ประเทศในการพัฒนาการเกษตรกรรมของไทย เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์“เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน”

จากหลักการทั้งสามข้อ สภาเภสัชกรรมจึงขอเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งเป็น คณะกรรมการตามกฎหมายที่จะกำหนดมาตรการในการควบคุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้งสามชนิดดังกล่าว โดยขอให้ยกระดับการควบคุม พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต ให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ด้วยเหตุผลที่สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้งสามชนิดมีพิษสูง เข้าข่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 รายละเอียดสรุปข้อมูลของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นดังนี้

1. พาราควอต
เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลัน ได้รับเพียงเล็กน้อย 1-2 ช้อนชา ก็อาจถึงแก่ชีวิต มีงานวิจัยมากมายแสดงว่า พาราควอตเข้าสู่สมองมนุษย์ได้ และทำลายสมองโดยการสร้างสาร ∝-synuclein เช่นเดียวกับที่พบ ในสมองของผู้ที่ตายจากการได้รับพาราควอตและผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์
จากการศึกษาหาปริมาณพาราควอตในคนไทย พบทั้งเลือดหญิงตั้งครรภ์ เลือดจากสายสะดือ และขี้เทาทารกแรกเกิด และพบปริมาณสารนี้ในสิ่งแวดล้อม น้ำ พืช อาหาร
นอกจากนี้ ยังพบว่า สามารถทำการเกษตรกรรมที่ไม่ใช้พาราควอตและได้ผลผลิตสูงแม้ในระดับเกษตรอุตสาหกรรม
ในต่างประเทศยกเลิกการใช้พาราควอต จำนวนกว่า 53 ประเทศ รวมทั้ง จีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพาราควอตที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

2. คลอร์ไพริฟอส
เป็นสารที่มีผลการวิจัยจำนวนมากที่แสดงว่า มีผลต่อสมองเด็ก ทำให้เกิดการเรียนรู้ช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ ยังพบคลอร์ไพริฟอสในสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาในคนไทยพบปริมาณคลอร์ไพรีฟอสในเลือดหญิงตั้งครรภ์ และในสายสะดือของทารก นอกจากนี้ ยังพบว่า สามารถทำการเกษตรกรรมที่ไม่ใช้คลอร์ไพริฟอสและมีผลผลิตสูงได้ แม้ในระดับเกษตรอุตสาหกรรม  หลายประเทศที่ยกเลิกการใช้สารนี้แล้ว และต้นเดือนสิงหาคม 2561 ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐสั่งสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) ให้ห้ามขาย คลอร์ไพริฟอส ภายใน 60 วัน

3. ไกลโฟเสต
เป็นสารพิษที่ International Agency for Research on Cancer (IARC) ได้จัดเป็นกลุ่มที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง (Group 2A) ผลการวิจัยที่ผ่านมา พบไกลโฟเสตตกค้างในซีรัมของแม่ และสายสะดือของทารก ในมารดาที่พักอาศัย ในบริเวณใกล้เคียงกับบริเวณที่มีการฉีดพ่นไกลโฟเสต ประเทศต่าง ๆ หลายประเทศได้ยกเลิกการใช้สารนี้  และจากข้อมูลล่าสุด บริษัทไบเออร์มอนซานโตในเยอรมัน แพ้คดีจากการฟ้องร้องของผู้ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ จากไกลโฟเสต และขณะนี้มีกรณีฟ้องร้องถึงเกือบหมื่นกรณีข้อมูลทางวิชาการข้างต้น ชี้ชัดถึงพิษร้ายแรงของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้งสามชนิด ประกอบกับปัจจุบัน มีหลายประเทศที่ได้ยกเลิกการใช้แล้ว และมีตัวอย่างมากมายของการทำเกษตรกรรมที่ได้ผลผลิตสูงโดยไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชดังกล่าว

สภาเภสัชกรรมจึงมีมติขอเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณายกระดับการควบคุม พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต ให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 และยกเลิกการใช้สารที่มีพิษสูงทั้งสามภายใน พ.ศ. 2562 เพื่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค โดยเฉพาะทารกและเด็กในอนาคต

วันเดียวกัน แพทยสภา ได้ส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า ควรยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดเช่นกัน

ข่าวรอบด้าน กับ Line@มติชนนิวส์รูม คลิกเป็นเพื่อนกัน ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

 

บทความก่อนหน้านี้3คิวไทย ‘หมู-เอฟ-ต๋อง’ โคตรฮอตตีตั๋วศึกเวลช์โอเพ่น
บทความถัดไปวาเลนไทน์ปีนี้ไม่เหงาแน่! ‘พัคโบกอม’ จะดูแลทุกคนเป็นอย่างดี ส.16 ก.พ.นี้ เตรียมโชว์ลูกคอ-รอจับมือแฟนทั้งฮอลล์