ฤดูฝนเข้าป่า-ที่รก ระวัง! “งู” แนะหากถูกกัดรีบพบหมอ

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ช่วงฤดูฝน ประชาชนอาจถูกสัตว์มีพิษกัดต่อยได้ เช่น ตะขาบ แมงป่อง โดยเฉพาะงู ซึ่งในแต่ละปีมีรายงานผู้ป่วยถูกงูพิษกัดประมาณ 7,000 – 10,000 ราย จึงได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เตือนประชาชนและให้ความรู้ในการป้องกันตนเองจากอันตรายของสัตว์มีพิษ รวมทั้งให้โรงพยาบาลในสังกัด เตรียมสำรองเซรุ่มแก้พิษงูที่พบบ่อยในแต่ละภูมิภาค 7 ชนิดได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา งูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที และลดการเสียชีวิต

“ขอแนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินในบริเวณที่รก มีหญ้าสูง หรือเข้าป่าในเวลากลางคืน โดยเฉพาะตอนพลบค่ำ และเวลาที่ฝนตกปรอยๆ ที่ชื้นแฉะ ซึ่งเป็นช่วงที่งูออกหากินต้องระวังเป็นพิเศษ หากจำเป็นต้องออกจากบ้านตอนกลางคืน หรือเข้าไปในป่าหรือทุ่งหญ้า ควรมีไฟฉายส่องทาง และใช้ไม้แกว่งไปมาให้มีเสียงดัง เพื่อให้งูหนีไปที่อื่น” นพ.ไพศาล กล่าวและว่า ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดว่า หากถูกงูกัดให้กรีดแผล ใช้ไฟจี้แผล ใช้ปากดูดพิษงูออกจากแผล หรือพอกยา พอกสมุนไพรในแผลที่ถูกงูกัด ซึ่งไม่มีประโยชน์ในการลดพิษและอาจทำให้ติดเชื้อได้ อีกทั้งไม่ควรขันชะเนาะ เพราะเพิ่มความเสี่ยงเกิดเนื้อเน่าตาย และหากเป็นงูที่มีพิษต่อระบบประสาท ผู้ป่วยอาจอาการแย่ลงจนเกิดภาวะหายใจวายทันทีหลังคลายการขันชะเนาะได้

นพ.ไพศาล กล่าวว่า วิธีที่ถูกต้องคือ ตั้งสติและสังเกตลักษณะของงู รีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด หรือโทรแจ้ง 1669 โดยล้างบริเวณที่ถูกงูกัดด้วยน้ำสะอาด เคลื่อนไหวบริเวณที่ถูกงูกัดให้น้อยที่สุด ยกให้อยู่ในระดับต่ำกว่าหัวใจ อาจดามด้วยแผ่นไม้หรือวัสดุแข็ง แล้วใช้ผ้าพันแผลยางยืดรัดให้แน่นเพื่อประคองให้ส่วนที่ถูกกัดอยู่นิ่งที่สุด ไม่จำเป็นต้องรอจับงูที่กัดมาด้วย เพราะแพทย์สามารถให้การรักษาได้จากอาการและจากการสอบถามลักษณะงูที่กัด

ทั้งนี้ นพ.ไพศาล กล่าวว่า งูพิษมีเขี้ยวยาว 2 เขี้ยว อยู่ด้านหน้าขากรรไกรบน ลักษณะเป็นท่อปลายแหลมเหมือนเข็มฉีดยา มีท่อต่อมน้ำพิษที่โคนเขี้ยว เมื่องูกัดพิษจะไหลเข้าสู่ร่างกายทางรอยเขี้ยว และมีอาการบวมแดงรอบๆ รอยกัด บางครั้งอาจเห็นเพียงรอยเดียว โดยเฉพาะถ้าถูกกัดบริเวณปลายมือปลายเท้า หรือบางครั้งอาจเห็นมากกว่า 2 รอย ในกรณีที่ถูกกัดมากกว่า 1 ครั้ง อาจมีอาการปวดอย่างรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน หายใจติดขัด หากรุนแรงอาจหยุดหายใจ สายตาขุ่นมัว มีน้ำลายมากผิดปกติ และหน้าชาไม่รู้สึกหรือชาตามแขนขา โดยพิษนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของงู เช่น งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา ฯลฯ จะมีพิษต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หนังตาตก กลืนลำบาก พูดไม่ชัด และหยุดหายใจได้

บทความก่อนหน้านี้สลด! พบเด็กกว่า 500 คนติด ‘เอชไอวี’ ในปากีฯ เหตุแพทย์ใช้เข็มฉีดยาปนเปื้อน
บทความถัดไปคอลัมน์ แท็งก์ความคิด : ชวนไป ‘เวิร์กช็อป’