อภ.จับมือ กรมการแพทย์ วิจัย ‘สารสกัดกัญชา’ ในผู้ป่วยมะเร็งที่แพ้คีโม-ลมชัก-ปลอกประสาทเสื่อมแข็ง-ปวดประสาท

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เมฆธน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม เป็นประธาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ ระหว่าง นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กับ นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.)

นพ.โสภณ เมฆธน

นพ.โสภณแถลงว่า อภ.และกรมการแพทย์ ได้มีการเตรียมความพร้อมรองรับการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ มาตรฐานสากลและได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งพบว่ากัญชามีสารแคนนาบินอยด์ที่มีออกฤทธิ์ยับยั้ง กระตุ้น ช่วยปรับสภาวะสมดุลของระบบประสาท ฮอร์โมนภูมิคุ้มกันและระบบอื่นๆ ของร่างกาย ทั้ง 2 หน่วยงาน จึงได้ร่วมมือกันทำการวิจัยและพัฒนาสารสกัดกัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน มีสัดส่วนปริมาณสารสำคัญ ทั้งสารทีเอชซี (THC) และสารซีบีดี (CBD) เหมาะสมตามความต้องการทางการแพทย์ รวมทั้งการศึกษาความคงสภาพ การศึกษาวิจัยทางห้องปฏิบัติการ การวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิก ตลอดจนการบริหารทางวิชาการ การบริหารจัดการข้อมูลด้านกัญชาทางการแพทย์ในมิติต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเป็นระบบ พัฒนาบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้องร่วมกันเพื่อให้การใช้กัญชาทางการแพทย์ มีประสิทธิผลประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา บรรเทาอาการได้

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์

 

นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า กรมการแพทย์จะดำเนินการศึกษาวิจัยทางห้องปฏิบัติการ การวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิก รวมทั้งการศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ของ อภ. เพื่อยืนยันความมั่นใจ มีข้อมูลวิชาการที่ชัดเจน มีข้อสรุปที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย สำหรับสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ของ อภ.จะนำไปใช้กับการวิจัยกับผู้ป่วย 3 กลุ่ม

“ในขั้นต้นนี้จะเน้นการวิจัยในรูปแบบกับผู้ป่วยในโครงการรักษาด้วยช่องทางพิเศษ หรือ (Special Access Scheme: SAS) กับผู้ป่วยกลุ่มแรก คือ กลุ่มที่สารสกัดกัญชาได้ประโยชน์ในการรักษา ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาการที่สนับสนุนชัดเจน ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อยา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ภาวะปวดประสาทที่ใช้วิธีการรักษาอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล ส่วนกลุ่มที่สอง กลุ่มโรคที่สารสกัดกัญชาน่าจะได้ประโยชน์ในการควบคุมอาการ แต่จะต้องมีข้อมูลทางวิชาการเพิ่มในประเด็นความปลอดภัยและประสิทธิผล เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิก อาทิ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรควิตกกังวล ผู้ป่วยที่ต้องดูแลแบบประคับประคอง ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และกลุ่มสาม สารสกัดกัญชาอาจมีประโยชน์ในการรักษามะเร็งชนิดต่างๆ แต่จะต้องศึกษาวิจัยในหลอดทดลองและกับสัตว์ทดลอง ก่อนนำมาศึกษาวิจัยในมนุษย์ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัย ครบทั้ง 3 ระดับ คือ ศึกษาวิจัยทางห้องปฏิบัติการการวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิก” นพ.สมศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า อภ. และกรมการแพทย์ ได้ร่วมกันบริหารทางวิชาการ และการพัฒนาบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้องร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนทรัพยากร เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ วัสดุอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิจัย ตัวอย่างสารสกัดกัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์สำหรับการดำเนินงานวิจัย เพื่อให้สามารถดำเนินงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการบริหารทางวิชาการ และการพัฒนาบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยที่ได้พัฒนาขึ้น ตลอดจนให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์

ด้าน นพ.วิฑูรย์กล่าวว่า อภ.จะดำเนินการวิจัย พัฒนาและผลิตสารสกัดกัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน มีสัดส่วนปริมาณสารทีเอชซี และสารซีบีดี เหมาะสมตามความต้องการทางการแพทย์ พร้อมทั้งการศึกษาความคงสภาพและการรับรองคุณภาพของสารสกัดและผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยทางห้องปฏิบัติการ การวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิก รวมทั้งจะผลิตเป็นสารสกัดน้ำมันกัญชาชนิดหยดใต้ลิ้น 3 สูตร สูตรที่ 1 สารทีเอชซีสูงกว่าสารซีบีดี สูตรที่ 2 สารซีบีดี สูงกว่าสารทีเอชซี และสูตรที่ 3 สัดส่วนสารทีเอชซี และสารซีบีดี อัตรา 1 ต่อ 1 สำหรับหยดใต้ลิ้น (Sublingual Drop) ขนาด 5 มิลลิลิตร (มล.) จำนวน 2,500 ขวด ที่ผลิตออกมาได้ตามโครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ ระยะที่ 1 ที่องค์การเภสัชกรรม อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ และจะผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องทุก 4 เดือนๆ ละ 2,500 ขวด หรือ 10,000 ขวดในปีแรก จากนั้นประมาณต้นปี 2563 จะเริ่มทำการผลิตสารสกัดกัญชาตามโครงการระยะที่ 2 ที่จะขยายกำลังการผลิตเป็นระดับกึ่งอุตสาหกรรม บนพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) ขององค์การเภสัชกรรม อ.ธัญบุรี ซึ่งจะสามารถผลิตสารสกัดกัญชาได้เพิ่มมากขึ้น ประมาณ 8 เท่า หรือ 80,000 ขวด พร้อมทั้งจะเพิ่มรูปแบบของผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายเหมาะสมตามความต้องการทางการแพทย์และรูปแบบการใช้งานของผู้ป่วย ให้มากขึ้น อาทิ รูปแบบยาเหน็บทวารหนัก แผ่นแปะผิวหนัง แผ่นอมใต้ลิ้น ครีม โดยทั้งนี้ผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชาที่ผลิตได้นี้ อภ.จะเน้นการนำไปใช้ในโครงการรักษาด้วยช่องทางพิเศษ ซึ่งเป็นช่องทางในการรักษาผู้ป่วยและเก็บข้อมูลการวิจัยควบคู่กันไป

“ในส่วนของการเตรียมนำเข้ากัญชาเพื่อนำมาสกัดใช้ทางการแพทย์นั้น ยืนยันว่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย หาก อภ.ไม่สามารถปลูกกัญชาได้เพียงพอต่อความต้องการและความจำเป็นของผู้ป่วย ซึ่งกระบวนการนำเข้ากัญชานั้น ต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยอย่างแท้จริง เนื่องจากการรักษาโรคลมชักรักษายากต้องใช้กัญชาที่มีสารสำคัญซีบีดีสูงถึงร้อยละ 99 ซึ่งกัญชาสายพันธุ์ไทยมีซีบีดีต่ำกว่ากัญชาต่างประเทศ และส่วนใหญ่กัญชาสายพันธุ์ไทยจะมีสารทีเอชซีมาก ซึ่งจะออกฤทธิ์มึนเมา หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องนำเข้ากัญชาจากต่างประเทศจะนำเข้าในรูปแบบวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตเป็นสารสกัดน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้น อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าขณะนี้ อภ.ยังไม่มีการนำเข้ากัญชาจากประเทศใดๆ ทั้งสิ้น” นพ.วิฑูรย์กล่าว

ผู้อำนวยการ อภ.กล่าวว่า ขณะเดียวกัน อภ.อยู่ระหว่างจัดทำมาตรการผลิตกัญชาใช้ทางการแพทย์ โดยร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะรับหน้าที่ในการปลูกกัญชา ขณะที่ อภ.จะทำหน้าที่ผลิตสารสกัดจากกัญชา และกรมการแพทย์จะมีหน้าที่สั่งจ่ายยาให้กับผู้ป่วย พร้อมทำวิจัยทางการแพทย์กับกลุ่มโรคอื่น นอกจาก 4 กลุ่มโรคหลักที่มีข้อบ่งใช้ทางวิชาการสนับสนุนชัดเจน อีกทั้ง อภ.ยังอยู่ระหว่างกำหนดหลักเกณฑ์ ระเบียบ และเงื่อนไขในการรับซื้อกัญชาจากเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนที่ได้รับอนุญาตในการปลูกกัญชาทางการแพทย์อีกด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon